Category

Social Network

Experience Social Network

คุยกันแบบถอกๆ กับงาน FaceBlog Talk ครั้งที่ … 1 !!!

เว็บ FaceBlog.in.th นี่ก็เกิดขึ้นมาได้นานละ มาวันนี้ก็ได้ฤกษ์งามยามดี จัดงานพูดคุยกับสนุกๆ กับงาน FaceBlog Talk ครั้งที่ 1 ณ Muchroom Coworking Space ขึ้นมา ก็ผ่านพ้นไปด้วยดีครับ เจ้างานอย่างพี่เดือน (@buumoon) ก็ยิ้มแก้ฉีกกันไปสิ

รายละเอียดงานจริงๆ ก็ไม่มีอะไรมากครับ เป็นงานที่คุยกันเรื่องของ Social Media ในปัจจุบันกับคนไทย ประกอบไปด้วย 3 เรื่องคือ

  • ประเด็นการขายของออนไลน์ ปัญหา เครื่องมือ และทางแก้ โดยบ้านแบน พี่แอน (@iannnnn) และ พี่โบ (@monamafia) อันนี้พูดเรื่องของ Facebook เป็นหลัก
  • ต่อมาก็เรื่อง Thaitrend โดยพี่ไอซ์ (@icez) อันนี้ก็ Twitter ล้วนๆ
  • สุดท้ายยยย ของผมเอง Google+ ไม่ใช่เมืองร้าง

พี่ @icez พูดเรื่อง thaitrend #FBTHTalk1 pic.twitter.com/lTqmjmh6p0
— GOTTA (@iamgotta) 5 กรกฎาคม 2014

ตอนแรกก็คิดเหมือนกัน จะพูดไงดี มันก็ร้างอยู่นะ (T_T) แถมข้อมูลของ Google+ เนี่ย มันน้อยแบบ 1/3 เลยนะ ข้อมูลแบบเป็นทางการจาก Google ก็แบบ… แต่ก็ต้องกู้หน้าให้ได้ ในฐานะของติ่ง Google คนหนึ่ง ก็ได้ข้อมูลมาเล่าให้ฟังเล่นๆ ตามนี้ฮะ

อ่านสไลด์แล้วคงจะงง งั้นขอเล่าเป็นข้อๆ ไปละกัน
  • Google+ ออกให้ใช้งานได้เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2554 สิริอายุได้ 3 ปีหยกๆ ถ้าสังเกตดีๆ Logo ของ Google+ ก็เปลี่ยนแทบทุกปี… (ดีนะคนไม่ค่อยเล่น เลยไม่ค่อยบ่นกัน 555+) (Slide 6)
  • Vic Gundotra อดีตหัวหน้าทีม Google+ ผู้ขับเคลื่อนให้ Google+ มีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ออกมาตลอด แต่ปัจจุบันได้ลาออกจากบริษัท Google ไปแล้ว ลูกน้องและทีมของ Google+ ก็เลยต้องสลายโต๋ไปอยู่กับทีม Android เพียบเลย (ดู Google I/O ปีนี้ก็พอจะเดาทางได้นะฮะ) (Slide 7)
  • หน้าตาและ UI ของ Google+ นี่เปลี่ยนไปตลอดเวลา ไม่รู้ว่านักพัฒนานึกคึกอะไร สังเกตได้จาก 3 ปี หน้าเว็บเปลี่ยนไปแล้ว 3 รอบ (Slide 10-14)
  • ระบบ Circle คือหัวใจสำคัญของการใช้งาน Google+ นั่นเอง หลักการก็เหมือนเล่น Twitter แต่เราต้องจับคนเหล่านั้นเข้า List ของเราเลย (Slide 15)
  • ฟีเจอร์ที่ Google ชูขึ้นมาว่าชั้นคือ Social Network ที่เลิศคือ ใส่ภาพ Animate GIF ลงไปได้ แถมขยับให้ด้วย ตอนนั้นคนก็เล่นทำมีม GIF ประเภทล้อเลียน Facebook กับ Google+ เยอะมาก (Slide 17-18)
  • อีกอย่างคือ สามารถใส่ Format ในข้อความได้ เช่นตัวหนา ขีดฆ่าหรือตัวเอียง เท่เลยแหละ แถมเวลาจะเมนชั่นหาใครก็พิมพ์ + ตามด้วยชื่อแค่นั้นเอง (Slide 19)
  • Facebook มี Group Google+ ก็มี Communities เอาสิ (อันนี้อ่านรายละเลียดเพิ่มเติมที่นี่เลย(Slide 20)
  • อีกฟีเจอร์คือ Google+ Hangouts แอปแชทที่ใช้งาน Video Call มากสุด 10 คน แถมทำถ่ายทอดสดได้อีก ซึ่งปัจจุบันนี้ก็แยกตัวเองออกมาเป็นเกือบๆ Standalone แล้ว (Slide 22)
  • พอคุณ Vic ลาออกไป ก็เลยเกิดข่าวว่า ถึงเวลาขาลงของ Google+ ตอนนั้นคนก็ยิ่งออกห่างจาก Google+ ไปอีก มันก็เลยเงียบ จนมีคนคิดว่าสุดท้ายก็น่าจะตาย (Slide 24-26)
  • ซึ่งจริงๆ มันไม่ได้ตายหรอก มันกลายเป็นเหมือนผีชีวะที่คอยหลอกหลอนไปตลอดเวลา ไม่ว่าจะใช้งานอะไรเกี่ยวกับ Google ก็ตาม เช่น Youtube หรือปุ่ม Google+ Sign in เป็นต้น (Slide 28-32)
  • ถ้าอยากใช้งานให้สนุกขึ้น ก็ใช้แอป Google+ บนมือถือคู่ไปด้วย หรือถ้าชอบถ่ายรูปแน่นอนว่าสนุกจริงๆ (Slide 33-36)
  • ซึ่งแนวทางของ Google+ ตอนนี้ คิดว่าคงจะเน้นภาพถ่ายให้มากขึ้น เพราะมันมีฟีเจอร์ Auto Awesome ที่ทำให้ภาพถ่ายสวยขึ้นและสนุกมากขึ้นนั่นเอง (Slide 38)
  • ส่วนด้านธุรกิจ ก็ยังไม่โอเคเท่าที่ควร คือมันก็ไม่ค่อยบูมเท่าไหร่แหละ แต่ก็พอใช้งานได้ ที่เห็นหลักๆ คือ Google+ Pages นั่นเอง (Slide 39-42)
  • ส่วนคนใช้ Google+ ที่ Active อยู่ก็ยังมีอยู่ แต่ก็ไม่มาก แต่ชอบผู้ใช้ที่เข้ามาสมัครที่สูงพอควร ในไทยก็ใช้แบบครึ่งต่อครึ่งเลย (Slide 43-45)
  • สุดท้าย อนาคตที่คนไทยน่าจะหันมาใช้ Google+ ก็อาจจะมี เพราะ… (Slide 47-48) ที่ใดมีการแชร์ภาพศพหรือมีโฆษณากลูต้าเข้าถึง ผมว่าตอนนี้ก็มีโอกาสแล้วหละ…

งาน Faceblog Talk @iannnnn @monamafia เล่าประสบการณ์ขายของผ่าน Facebook pic.twitter.com/iqyCnxTLsR
— Blognone (@blognone) 5 กรกฎาคม 2014

ทั้งหมดก็คือเนื้อหาในสไลด์นะครับ แต่ก็มีนอกเนื้อจากนั้นอีก จริงๆ จะพูดแต่ก็ดันลืมใส่ในสไลด์ คือเรื่อง
  • Google+ ทำ SEO ได้ง่ายมากขึ้น เช่น ถ้าผมโพสต์รูปๆ นึงแล้วใส่ข้อความเข้าไป ติดแท็กพร้อมเลือกโพสต์เป็น Public ถ้าเกิด Keyword มันตรงกับข้อความที่คนหาผ่าน Google.com มันก็จะแสดงโพสต์ของเราในหน้าการค้นหา เรียกได้ว่าไม่ต้องเสียเงินไปทำ Google Adwords ให้เสียเวลา แต่มันจะได้ผลแรงมากเมื่อผลการค้นหานั้นๆ เป็นของเพื่อนใน Circle เรานั่นเอง
  • คนไทยที่อยู่ต่างจังหวัดใช้ Google+ กันเยอะมาก เหตุผลน่าสนใจครับ พี่มาร์ค (@markpeak) สันนิษฐานว่า เพราะมือถือ Android เข้าถึงคนต่างจังหวัดเยอะ ทีนี้ Google+ เป็นแอปนึงที่ติดมากับมือถือตั้งแต่แรก ก็เลยกลายเป็นว่าคนก็ใช้ Google+ คู่กับ Social Network ตัวอื่นไปด้วยนั่นเอง
  • พี่ไอซ์ (@icez) เสริมเรื่อง Google+ Auto Backup for PC ที่เราสามารถอัพภาพของเราผ่านกล้องหรือเมมโมรี่ การ์ดเข้าไปที่ Google+ ได้แบบอัตโนมัติ
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเนื้อหาที่ผมได้พูดคร่าวๆ ไปฮะ ก็ไม่ได้เชี่ยวชาญมากนะ แต่ก็พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แชร์ให้คนอื่นรับรู้ได้ ส่วน Session ก่อนหน้า 2 อันคงจะอธิบายไม่ได้มาก เพราะตอนนั้นปั่นสไลด์มือหงิกอยู่ (T_T) เลยไม่มีสมาธิฟังเลย (ขอโทษค๊าบบบ)

#FBTHTalk1 บรรยากาศโดยรวม pic.twitter.com/aUl7d263TZ
— GOTTA (@iamgotta) 5 กรกฎาคม 2014

งานดีๆ สนุกๆ แบบนี้คงจะจัดขึ้นในอนาคตอีกแน่ๆ กระแสดีเกินคาด เอาเป็นว่าถ้าทาง FaceBlog.in.th จะจัดงานแบบนี้อีก จะรีบคาบข่าวมาบอกแน่นอน ก่อนจบบล็อกนี้ ก็ขอฝากประโยคเด็ดประจำ Session ที่ว่า…

“G+ มันเจ๋งเลยนะครับ ขาดแค่คนมาใช้เท่านั้นเอง” #FBTHTalk1
— ตั๊กถั่ว (@TuckTua) 5 กรกฎาคม 2014

ขอบคุณภาพประกอบจาก @iamgotta และ @blognone นะค๊าบ

No Comments
Social Network

มาเป็นนักข่าวพลเมืองง่ายๆ ด้วย Twitter กันเถอะ

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันนี้ Social Network มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในสังคมของมนุษย์เรา วันๆ หนึ่งมีข้อมูลมากมายมหาศาลที่ไหลอยู่ในสังคมออนไลน์นับไม่ถ้วน รวมถึงข่าวสารต่างๆ มากมาย ที่สำคัญบ้านเมืองเดี๋ยวนี้ก็เกิดอะไรมากมาย จะมามัวเสพย์ข่าวผ่านหนังสือพิมพ์หรือทีวีก็คงจะไม่ทันใจใช่ไหมเล่า เราก็จะเห็นได้ว่าสำนักข่าวหลายๆ เจ้าทั้งไทยและต่างประเทศก็เริ่มให้ความสำคัญกับการนำเสนอข่าวผ่านสังคมออนไลน์กันมากขึ้น เพราะมันรวดเร็วกว่ายังไงหละ

ทีนี้พอเรามองไปที่ Social Network ระดับตัวพ่อในประเทศไทย ตอนนี้ Facebook ก็ยังได้รับความนิยมเปรี้ยงปร้างอยู่  ซึ่งจริงอยู่ว่ามีผู้ใช้เยอะมากมายนะ แต่ด้วย Algorithm ของ News Feed อันแสนจะไม่โปรดปรานต่อผู้เสพย์ข่าว มันไม่เอื้อต่อการนำเสนอข่าวแบบ real-time เท่าที่ควร ฉะนั้นผมก็เลยมานำเสนอการใช้ Social Network อีกตัวที่ฮิตไม่แพ้กัน นั่นคือ Twitter นั่นเอง

เกริ่นสั้นๆ กับ Twitter

Twitter (อ่านว่า ทวิตเตอร์) เป็นสังคมออนไลน์ประเภทหนึ่งที่อยู่ในหมวดของ Micro-Blog ซึ่งคุณสามารถเล่าเรื่องราวที่พบเห็นในประจำวันได้อย่างอิสระภายใต้ 140 ตัวอักษรต่อ 1 ทวีต (หรือ 1 ประโยค) วิธีการเล่นก็ไม่ซับซ้อนอะไรมากมาย เพียงแค่เราอยากอ่านเรื่องราวของใครก็ตามไปกดติดตามหรือ Follow คนนั้น เราก็จะเห็นว่าในแต่ละวันเค้าทวีตอะไรบ้าง แล้วถ้ามีคนมากดติดตามคุณเค้าก็จะเห็นว่าคุณทวีตบ้าง หากชอบใจทวีตไหนก็กด Retweet (RT) เพื่อให้คนที่ติดตามคุณเห็นด้วย ซึ่งสิ่งที่ช่วยตอบสนองให้การใช้งาน Twitter ได้ดีขึ้นนั่นคือ Timeline ซึ่งเราจะเห็นทวีตต่างๆ ของเพื่อนที่เราติดตามไว้แบบ real-time วินาทีต่อวินาทีเลยทีเดียว ทำให้เกิดความรวดเร็วในการสื่อสารมากขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยการนั่งอ่าน Timeline ทั้งวัน และข้อดีของการใช้งาน Twitter อีกอย่างหนึ่งคือ สามารถใช้งานผ่านหน้าเว็บไซต์หรือแอปบนมือถือทั้งที่เป็นของ Twitter เองหรือจะเป็นนักพัฒนาที่นำ API ไปใช้งานก็ได้ ทำให้เข้าถึง Twitter ได้อย่างทุกที่และทุกเวลา

รู้จักกับ Vine อีกนิด

Vine (อ่านว่า ไวน์) เป็นสังคมออนไลน์ที่เกิดขึ้นมาภายในบริษัทเดียวกับ Twitter เกิดมาเพื่อตอบสนองความไม่เพียงพอต่อ 140 ตัวอักษร Vine จึงทำหน้าที่ช่วยถ่ายวีดีโอสั้นๆ ภายใน 6 วินาทีแล้วทำการแชร์ใน Twitter ได้ทันทีนั่นเอง เพราะภายใน 6 วินาที คุณสามารถเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างกระชับพอๆ กับการทวีต 140 ตัวอักษรนั่นเอง ซึ่งการใช้ Vine ในส่วนอัดวิดีโอจำเป็นต้องใช้งานผ่านแอป Vine บนมือถือก่อน แต่การดูคลิปนั้นสามารถดูผ่านแอปรือผ่านหน้าเว็บได้เลย

แล้วจะใช้ประโยชน์เจ้าสองตัวอย่างไร ?

ด้วยความที่มันเป็น Social Network แบบ real-time และมีฐานผู้ใช้อยู่มากมายทั่วโลก จึงไม่ยากที่ผู้ใช้อย่างเราๆ จะนำเสนอข้อมูลต่างๆ ให้กับสังคมได้ง่ายๆ ดังนี้
  • เปิดใช้งาน Location ในทวิตนั้นๆ : หลายๆ คนจะไม่รู้ว่าเราสามารถเปิด Location เพื่อบอกถึงตำแหน่งที่เราทวีตได้ ซึ่งทำได้ทั้งบนมือถือและเว็บไซต์ (แต่บนเว็บไซต์จะแสดงผลไม่ละเอียดเท่าไหร่) ยกตัวอย่างเช่น เจอเหตุการณ์รถชนกันแต่เราบอกไม่ถูกว่าอยู่ที่ไหน ก็ทำการเปิด Location ในมือถือพร้อมกับถ่ายภาพ และอย่าลืมบอกในทวีตว่า ที่อยู่ตาม Location หรือบอกที่อยู่ ณ ตอนนั้นก็ได้ว่าอยู่ตรงไหน จุดไหน ใกล้กับอะไร เพื่อจะได้ตามกันได้ง่ายและเป็นหลักฐานชั้นดีว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง ณ ที่ตรงนี้
  • ถ่ายภาพเพื่อความน่าเชื่อถือขึ้นไปอีก :  อย่ามัวแต่จิ้มมือถือเวลาที่เจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด เพราะนอกจากจะเปิด Location แล้ว ถ้าจะเอาให้ละเอียดกว่านี้ก็ว่ารถชนจริงๆ นะเนี่ย ก็แนบภาพถ่ายเข้าไปด้วย จะถ่ายก่อนแล้วแนบทีหลังหรือถ่ายผ่านจากแอปก็มีค่าเท่ากัน แต่ถ้าจะให้ดีก็ถ่ายแบบทันทีผ่านแอปเลยจะดีกว่า ที่สำคัญ…
  • อย่าใส่ Filter ให้กับภาพโดยไม่จำเป็น : ไม่ต้องกลัวว่าภาพที่ถ่ายจะไม่สวย ข้อมูลข่าวสารต้องการภาพจริงๆ สถานที่เกิดเหตุจริงๆ ฉะนั้น อย่าใส่ Filter หรือปรับแต่งภาพใดๆ เลยจะดีกว่า เดี๋ยวพอสีเพี้ยนละจะทำให้คนอื่นเข้าใจผิดกันหมด
  • ใช้ Vine ในยามฉุกเฉิน : ถ้ามันไม่รีบร้อนจนเกินไป หรือคิดว่าภาพนิ่งมันจะไม่สะใจเท่าไหร่ ต้องแบบมีเสียงประกอบพร้อม ก็เปิดแอป Vine แล้วถ่ายวีดีโอ 6 วินาทีซะ แล้วอัพขึ้น Twitter ด้วยดีกว่า นอกจากจะช่วยให้น่าเชื่อถือและทำให้ข้อมูลมีมิติมากขึ้น มันอาจจะได้ช่วยในยามที่ไม่สะดวกพิมพ์ได้อีกด้วย แถมผู้ใช้บน Twitter ไม่ว่าจะผ่านหน้าเว็บหรือบนมือถือก็สามารถกดดูได้เลยโดยไม่ต้องเข้าแอป Vine ได้ทั้งภาพและเสียง ถ้าจะให้ดีก็ใส่ Location ไว้ด้วยนะ เช่น…

คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.มาทานข้าวที่ชั้นใต้ดินศูนย์อาหาร ศูนย์ราชการฯ พร้อมแกนนำคนอื่นๆ #exitTHhttps://t.co/eKaaZE8TR4
— Weerid Hooncharoen (@Weerid_ThaiPBS) December 8, 2013

  • ติด Hashtag กับสถานการณ์ที่มีคนรายงานเยอะๆ : ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์สำคัญๆ แล้วเราไม่สามารถคัดกรองข้อมููลของเหตุการณ์นั้นๆ ได้ ระบบค้นหาใน Google ก็ไม่ช่วยให้สะดวกเท่าไหร่ ก็ให้ทำการใส่ Hashtag (#) เข้าไปในทวีตด้วย จะช่วยให้เราสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์นั้นๆ จากคนอื่นได้เร็วขึ้น เหมือนที่มีแท็ก #thaiflood ที่ช่วยรายงานน้ำท่วมในประเทศไทยนั่นเอง
  • อย่า Protect Account ถ้าจะรายงาน : เป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของผู้ใช้ทั่วๆ ไป ถึงแม้ว่าคุณจะใส่ Hashtag ไว้ก็ตาม แต่ถ้า Protect Account หรือล็อกไม่ให้คนอื่นกดตาม Follow มั่วๆ หากคุณรายงานข่าวอะไรก็ตาม คนที่เห็นจะมีแต่เพื่อนที่คุณอนุญาตให้เค้าตาม Follow พอเพื่อนจะกด RT กลับกดไม่ได้เพราะคุณล็อคทวิตไว้นั่นเอง ฉะนั้น หากจะรายงานเหตุการณ์อะไร ถอด Protect Account ก่อน พอคนเริ่มเบาๆ RT หรือจบรายงานก็ค่อยล็อกกลับดีกว่า
  • ร่วมด้วยช่วยกัน RT : หากมีเหตุการณ์ไหนควรจะให้คนอื่นรับทราบด้วยจากทวีตคนอื่น ก็จงกด RT กันโดยด่วน ซึ่งอย่างที่บอกไปข้างต้นว่าหากมี Location / ภาพ / วีดีโอ หรือหลักฐานที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ ก็กด RT ไปได้เลยเพื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น หากทวีตมาลอยๆ หรือไม่มีที่มาก็พิจารณากันก่อนซักนิด เดี๋ยวจะปล่อยโคมกันสนุกสนาน

  • อย่าทวิตข้อความวกวนเวลาจะรายงาน : เวลาต้องการรายงานว่าที่ที่เราอยู่ ณ ตอนนี้เป็นอย่างไร ควรทวีตให้กระชับและคนอื่นอ่านสามารถเข้าใจได้ทันที เช่น “รังสิตฝนตกหนัก ขาเข้าเมืองรถติดมากตอนนี้ เลี่ยงได้จะดี” ไม่ต้องสนใจความสุภาพของข้อความแบบ “ที่รังสิตฝนตกหนักมากเลยครับผม ขาเข้าเมืองรถติดมากๆ เลยนะครับ พิจารณาเส้นทางใหม่จะดีมากๆ ครับ” คือแบบ.. ยาวไปมั้ยเนี่ย เป็นไปได้ก็ขอให้มันอ่านแล้วเข้าใจในทีเดียวคนอื่นก็จะ RT ให้เอง ที่สำคัญ หลีกเลี่ยงการใส่อารมณ์หรือ Emoticon เข้าไป เช่น “เจอรถคว่ำด้วยอ่า รถตรงนี้ติดโคตรๆ เลย T__T” เพราะนอกจากจะเปลืองตัวอักษร ทวีตของคุณก็จะไม่เป็นประโยชน์เลย ยิ่งไม่มีหลักฐานนี่ยิ่งไม่น่าเชื่อใหญ่ ฉะนั้น ทวีตข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก่อนซักหนึ่งทวีต แล้วอยากจะใส่อารมณ์ว่าฉันหงุดหงิดที่รถติดอันนี้ก็ตามสบายนะจ๊ะ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นช่องทางในการรายงานข่าวผ่านทาง Twitter อย่างมีประโยชน์แก่สังคมเบื้องต้นนะฮะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกๆ คนที่ใช้ Twitter เผื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องการรายงานให้คนอื่นทราบก็สามารถนำไปปรับใช้ได้ หรือใครมีเทคนิคอะไรอยากแนะนำก็คอมเมนท์กันไวได้เลยนะฮับ ^^

No Comments
Social Network

ความแตกต่างระหว่าง Facebook และ Google+

อ่า.. ได้ฤกษ์เขียนบล็อกเกี่ยวกับ Google+ ต่อจากนี้บล็อกผมจะมีซีรีย์ที่ชื่อ “มามะ Google+ รออยู่” ออกมาเรื่อยๆ จุดประสงค์จริงๆ คือ อยากให้ผู้ใช้คนไทยได้รู้จักกับ Google+ ให้มากกว่าเดิม รวมถึงอยากให้รู้จักวิธีใช้ที่จะทำให้คุณสนุกกับมัน คือผมว่าผมใช้แล้วมันก็โอเคนะ แต่พอคนเล่นน้อย มันก็ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่  อีกอย่าง อยากให้ผู้ใช้มีทางเลือกมากกว่า หลังๆ ดูแล้ว Facebook ก็เริ่มไม่โอเคเท่าไหร่ละในสายตาผมนะ ก็เลยมีซีรีย์ต่อไปนี้ออกมาแน่นอน

ก่อนที่เราจะไปรู้จักกับ Google+ ให้มากกว่าเดิม ผมขอนำเสนอเรื่องราวระหว่าง Facebook และ Google+ ว่าแตกต่างกันอย่างไรให้ได้อ่านกันก่อนละกัน เผื่อถ้าเริ่มชอบอกชอบใจอยากจะย้ายมาเล่น Google+ ก็จะได้ตามมาอ่านบล็อคตอนต่อไปได้อย่างสนุกสนาน

Google+ ไม่ใช่ป่าช้าแล้วนะเฟ้ย!!

อันว่า Google+ นั้นโดนข้อครหาเรื่องความเป็นป่าช้ามาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม ซึ่งตอนนั้นก็ป่าช้าวัดดอนเรียกพี่จริงๆ พอช่วงปี 2012 ก็เกิดการพัฒนาตัวเองขึ้นมา(ซักที) ถึงกับปล่อยของออกมาไม่หยุดเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่ Communities ฟีเจอร์ที่ช่วยรวมกลุ่มคนที่มีความสนใจอะไรซักอย่างเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดผู้ใช้มากขึ้น ต่อมาก็พัฒนาส่วนค้นหาเพื่อนให้มีความง่ายและฉลาดมากๆ ซึ่งถ้าใครลองกรอกข้อมูลตัวเองเช่นเรื่องเรียนที่ไหน ทำงานยังไง มันก็จะไปลากตัวเพื่อนมหาวิทยาลัยที่เรารู้จักหรือแนะนำคนที่คิดว่าคุณน่าจะรู้จักมาให้ จากนั้น Google ก็โฆษณาและพัฒนาให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเค้าอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น ในที่สุดก็เก็บตำแหน่งสังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้มากที่สุด (ประมาณ 340 ล้านคน) เป็นอันดับ 2 ได้สำเร็จ!

ภาพจาก : ZDNet

แล้วอะไรคือข้อแตกต่างของ Facebook กับ Google+ หละ ?

ถ้าจะให้พูดง่ายๆ ก็คงจะ
  • Facebook จะเน้นไปที่เรื่องของเพื่อนที่เรารู้จักอยู่แล้ว รวมไปถึงคนที่คุณก็รู้จักดี
  • Google+ จะช่วยสร้าง connection ใหม่ๆ รวมถึงหาคนที่น่าสนใจและช่วยแสดงเนื้อหาที่เหมาะกับคุณ
ซึ่ง Facebook ไม่ได้ช่วยให้แสดง Content ใหม่ๆ ให้คุณ ในทางกลับกัน Google+ ก็ไม่สามารถค้นหาเพื่อนที่กำลังคุยกับคุณตอนนี้ได้นั่นเอง

แล้ว Google+ ทำงานยังไง ?

ใน Facebook ใช้คำว่าแอดเพื่อน แต่ใน Google+ จะมีลักษณะเหมือน Twitter นั่นคือการ Follow หรือ ติดตาม นั่นเอง แต่ที่ไม่เหมือน Twitter ก็คือ Circle ทำหน้าที่จัดการเพื่อนๆ เข้าด้วยกัน เดี๋ยวอันนี้จะอธิบายในตอนต่อไปละกัน ซึ่งจุดประสงค์ของการทำเป็น Circle ก็เพื่อจัดการ Content ของเราให้มีความเป้นส่วนตัวมากขึ้น เช่น อันไหนอยากให้ Circle ไหนเห็น ก็สามารถเลือกได้เลย แถมการทำ Circle ยังช่วยในการเลือกจะอ่าน Content ของคนใน Circle นั้นได้อย่างสะดวกสบาย เหมือน List ใน Facebook กับ Twitter นั่นเอง

Facebook Group มันยังจำเป็นอยู่นะ :

แต่ Google+ ก็มี Communities มาให้ใช้เช่นกันครับ น่าจะดีกว่า Facebook Groups ด้วยนะ มันสามารถแยกหมวดหมู่โพสได้ ค้นหาได้รวดเร็ว ตั้งประเภทกลุ่มก็ได้เหมือนกัน ลองไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่ สังคมของคนคิดเหมือน : Google+ Communities เลยฮะ พอดีผมเขียนแนะนำไว้นานละ ละเอียดยิบเลย

ภาพเปรียบเทียบระหว่างสาวที่ใช้ Google+ และ Facebook ฮ่าๆๆ (ภาพจาก ptkdev)

แล้วอะไรหละต่างจาก Facebook บ้าง

(ทำใจแบบนะ…ฮึ๊บ!) ใน Google+ มีฟีเจอร์อันมหาศาลไว้มากมายให้ลองเล่นกัน รวมไปถึงมีความน่าสนใจอย่างมากมาย ยกตัวอย่างเช่น  เรื่องภาพถ่ายที่อัพโหลดไฟล์ปกติหรือ raw ก็ได้, ทำ auto awesome ได้, เรื่องของ Google Hangouts, ส่วนแอพมือถือก็มีของเล่นอีกเพียบ (Location, Auto Backup), มี Mr.Jingle เป็นมาสคอต, ระบบ Page ที่ไม่ซับซ้อน บลาๆๆๆ โอ๊ยเยอะครับ ให้พูดในนี้ไม่หมด เดี๋ยวจะทยอยรีวิวไปเป็นส่วนๆ ละกันนะ (หลอกให้อ่านต่อไป อิอิ) ที่สำคัญ ตั้งแต่ใช้ Google+ มา ไม่เจอโฆษณาในนี้เลยซักตัวเดียว โล่ง โปร่ง สบาย~

ตารางเทียบฟีเจอร์ระหว่าง Facebook และ Google+

อันนี้เป็นการเทียบอย่างคร่าวๆ นะครับว่าทั้งสองอย่างต่างกันอย่างไร เพื่อประกอบการตัดสินใจ

จากนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นเดินทางเรียนรู้ Google+ กับผม ถึงจะไม่เชี่ยวชาญเป็นแฟนพันธุ์แท้ แต่ก็พอจะอธิบายให้ฟังได้บ้างแหละครับว่าอะไรเป็นอะไร (ขนาดใช้บ๊อยบ่อย ของบางอย่างก็ยังไม่เคยได้ใช้เลย -*-) ในตอนหน้าเดี๋ยวเราจะไปรู้จักกับ Google+ ให้ลึกกว่านี้ รวมถึงเรื่องของการใช้งานเบื้องต้นกันนะฮับ

ข้อมูล : Google Plus Daily

No Comments
Social Network

เว็บกูอัพ(คลิปลิขสิทธิ์)คนแรกใน Youtube เพื่อทุกคนนะครัฟ !!!

เรื่องของเรื่องคือเจอโพสในพันดริฟอันนึง  เวปผมอัฟคนแรกในยูทูป เเล้วสงวนลิขสิทธิ์ได้ไง แล้วมีคลิปอันนึงแปะไว้ในกระทู้ ไปชมกันก่อนเลยครัฟ ตอนนี้เจ้าของคลิปลบทิ้งไปละ ขอพิมพ์สรุปไว้สั้นๆ ละกันว่าเกิดอะไรขึ้น

มีเด็กหนุ่มผู้ใสซื่อ นามว่า MR CRASH ผู้จะเป้นคนแคสเกมที่มีชื่อเสียงในอนาคต เด้วยความที่เป็นเพื่อนร่วมโลกสุดประเสริฐ เห็นบางคนยังไม่ได้ดู One Piece Z ที่ฉายในโรงภาพยนตร์ จึงทำการอัพโหลดให้ได้ชมใน Youtube Channel ของตัวเอง ทันใดนั้น เจ้าของลิขสิทธิ์อย่าง TOEI ผู้ผลิตการ์ตูน ก็ได้บล็อกวิดีโอที่เด็กหนุ่มได้อัพโหลดไว้ เด็กน้อยหงุดหงิดมาก ที่บริษัทอย่าง TOEI เข้ามาบล็อกวิดีโอที่ตัวเองอุตส่าห์ตั้งใจอัพโหลดให้คนอื่นดูฟรีๆ และเค้าก็เที่ยวบอกไปทั่วว่า เค้าคือคนอัพลง Youtube คนแรกเลย อุตส่าห์เอามาอัพให้คนอื่นดูแทนบริษัทแท้ๆ โถ่.. ทำกับเราได้อย่างนี้ได้เยี่ยงไร เด็กหนุ่มโมโห ระบายคำหยาบใส่วิดีโอที่ตัวเองอัดไว้เต็มที่ ตรงไหนที่มีการบรรยายถึงเรื่อลิขสิทธิ์ เด็กหนุ่มจะไม่อ่าน แล้วก็บอกว่า ช่างมันเถอะ จะอ่านทำไม แล้วก็เรียกร้องให้บ. TOEI เบาๆ ลงบ้าง จะบล็อกอะไรนักหนา อย่างนี้ฉันจะอัพการ์ตูนให้คนอื่นดูฟรีๆ ได้อย่างไรกัน (จริงๆ ในคลิปมันมีสารพัดตัวเงินตัวทอง แล้วก็คำหยาบมากมายนะ ที่เขียนบรรยายไว้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ฮ่าๆๆ)

** คำเตือน : ข้อความต่อไปนี้มีเนื้อหาหยาบคาย เด็กที่ต่ำกว่า 18 ปีไปเรียกพ่อแม่มานั่งอ่านด้วย เผื่อสงสัยคำไหนจะได้ถามพ่อแม่ หรือมนุษย์โลกสวยรับไม่ได้ กดปิดไปซะ **

เป็นไงละ… “เว็บผมอัพคนแรกในยูทูป” ย้ำอยู่ได้ไอ้บ้า! ไม่รู้เรื่องกฏหมายกับเรื่องการคุ้มครองลิขสิทธิ์แล้วยังโชว์โง่อีก จะขออธิบายแล้วก็ด่าคุณ MR CRASH ผู้วัลลาบีอยากจะเป็นผู้แคสเกมใน Youtube ให้ฟังทีละข้อนะครัฟ!

  • การ์ตูนทุกเรื่องมีเจ้าของ(ผู้ผลิต)หมดทุกเรื่อง เค้าทำออกมาเพื่อให้คนอื่นได้ดูด้วยการ เสียเงิน หรือ มีคนสนใจซื้อลิขสิทธิ์จากเค้านำมาฉายต่อ ทุกอย่างก็เท่ากับว่า เสียเงิน
  • เหมือนกับ One Piece Z ที่มาฉายเป็นการ์ตูนภาพยนตร์ ก็มีคนซื้อลิขสิทธิ์อันแสนแพงมาฉายให้ดูในไทย เราก็ต้องเสียเงินเป็นการอุดหนุนเจ้าของการ์ตูนเค้าหน่อย
  • บริษัท TOEI CO LTD คือบริษัทที่เค้าผลิต Animation เรื่อง One Piece ออกมา เค้ามีสิทธิ์ขายลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว 
  • แล้วมึงคือใคร โหลดไฟล์จากเว็บอื่นมาอัพโหลดต่อใน Youtube ของซื้อของขายแล้วก็มาอ้างว่า อยากให้คนอื่นอื่น ผมก็ชอบวันพีช มึงชอบก็เก็บไว้ดูคนเดียวสิโว้ย
  • การที่มึงตอบซ้ำๆ ว่า “เว็บผมอัพคนแรกในยูทูป” ไม่ได้หมายความว่า มึงคือคนทำ One Pice ถ้ามึงทำแล้วค่อยออกมาเรียกร้องซะ
  • ที่มึงยกตัวอย่างว่ามีคนอัพใน DailyMotion แล้วไม่โดนลบ เพราะเจ้าของลิขสิทธิ์เค้ายังไม่สามารถคุยกับเว็บนั้นๆ เพื่อเข้าไปดูเนื้อหาได้ แต่ Youtube คือเว็บที่เข้มงวดกับลิขสิทธิ์ชนิดโคตรเคี่ยวที่ทำร่วมกับเจ้าของผลงาน ฉะนั้น มึงไม่ใช่เจ้าของผลงาน ก็สมควรจะถูกเค้าแบน
  • ไม่ต้องมาพูดอีกว่า “กูอุตส่าห์อัพให้คนอื่นดู แทนที่จะชม มาว่ากูผิดลิขสิทธิ์ กูอุตส่าห์มีความพยายามมาอัพให้มึง”  มึงกลับไปถามเจ้าของการ์ตูนเค้ามั้ยว่าเค้าอยากให้มึงอัพหรือเปล่า นี่กำลังทำร้ายเจ้าของผลงานเค้าอยู่ไม่รู้ตัวเลยนะสึส
  • การที่มึงเจอคำถามที่ต้องตอบเพื่อรักษาสิทธิ์ แต่มึงกลับบอกว่า “อย่าไปตอบมันเลยครับ เหี้ยแม่งอะไร” นี่ทึงต้องการอะไรจากสังคม
  • สิ่งที่เค้าเสียหายมากสุดคือรายได้ ก็คิดดูละกัน เค้าทำมาให้คนดูในโรง มึงเสือกไปดูดจากเว็บอื่นมาอัพซ้ำ แถมดูฟรี คราวหน้าเค้ารู้เค้าก็ไม่ทำให้มึงละมั้งแสส
ถ้าคุณ MR CRASH ได้เข้ามาอ่านบล็อกผมซักนี๊ดดดนึงนะครับ กรุณาเข้าไปอ่านเรื่อง การละเมิดลิขสิทธิ์ ซักนิด หรืออ่านจากเว็บไหนก็ได้ เสียเวลาเข้า google.com แล้วค้นหาหน่อย เวลาแคสเกมยังทำได้ ค้นหาความรู้ใส่สมองกันโลกแคบของคุณหน่อยนะครับ จะได้เข้าใจว่าทำไมเค้าอ้างเรื่องลิขสิทธิ์ นี่บริษัทเค้าไม่มาดำเนินคดีเอาตำรวจมาจับคุณก็ดีแค่ไหนแล้ว หยุดเถียงข้างๆ คูๆ ซักที กลับไปตั้งใจเรียนหนังสือ อ่านภาษาไทยให้ชัดก่อน .. นะ สังคมจะได้น่าอยู่ กราบละ

———– พื้นที่สำหรับผู้อ่านทั่วไป ———–

จริงๆ มันก็แค่คลิปเด็กกากๆ คนนึงมาร้องแรกแหกกระเชอโชว์โง่เท่านั้นเองแหละครับ คือจากการที่นั่งทนฟังมันจนจบ พอใกล้ๆ จะจบ ดันมีการบอกว่า ผมก็เข้าใจนะว่าบ.TOEI CO LTD เป็นเจ้าของ แต่ก็อยากให้ลดๆ ลงหน่อย คืออะไรของแก๊! เค้าเป็นเจ้าของงานเค้าก็มีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้สิวะครับ เฮ้อ เรื่องลิขสิทธิ์นี่มันคงต้องปลูกฝังกันในไทยอีกนานเลยละมั้ง บางทีก็เข้าใจว่าบางอย่างก็อาจจะมีโหลดๆ มาบ้าง แต่อย่างน้อยถ้าเราได้สนับสนุนเจ้าของงานซักนิดนึง เค้าก็จะได้มีกำลังใจในการทำผลงานออกมาให้เราได้ชมกันอีกนะครับ ยังไงใครสนใจอยากรู้เรื่องการจับวิดีโอละเมิดลิขสิทธิ์ของ Youtube ทำงานอย่างไร อันเชิญไปบล็อกคุณ  BoatKung’s World เขียนไว้น่าสนใจเลยทีเดียว ‘__’)/
No Comments
Social Network

[กรณีศึกษา] Facebook เป็นพื้นที่ส่วนตัว จริงหรือ ?

Hot Topic ในวันนี้คงจะเลี่ยงไม่ได้กับเรื่องของหญิงสาวท่านหนึ่งที่ได้โพสข้อความบนหน้า Facebook ของเธอด้วยถ้อยคำที่รุนแรงต่อผู้ที่มาติดต่อราชการในเวลาเที่ยง (ซึ่งจากข้อความจับใจความน่าจะเป็นคนพิการที่เข้ามาขอใช้บริการ) แล้วมีเพื่อนใน Facebook ของสาวผู้นั้น ได้พบเห็นข้อความจึง Capture แล้วก็โพสลง Pantip ซะเลย

ซึ่งตอนนี้ก็มีคนตีความไปสองกลุ่มว่า เหตุที่เธอใช้ข้อความที่หยาบคายได้ขนาดนี้เพราะ

  1. เธอโมโหหิว (มีคนบอก Viral ของ สนิกเกอร์ อีกแก๊) 
  2. เธอมาตามคุณสามีของเธอไปตามข้าวเที่ยง

(Update: ล่าสุดหลายๆ คห.บอกว่าสาวเจ้ามาตามคุณสามีไปทานข้าวแล้วมีคนพิการมาขอใช้บริการทั้งๆ ที่เวลาเที่ยงแล้ว นางก็เหวี่ยงซิ : สนิกเกอร์มั้ยเจ๊)

และแน่นอนว่า เมื่อเข้าสู่สังคมของ Pantip ปั๊บ ก็เกิดการวิจารณ์เธออย่างหนักมาก (นี่ถ้าเธอเป็นดาราอาจจะถึงออกจากวงการดาราเลยทีเดียว) ทำให้คุณเธอต้องออกมาขอโทษขอโพยพร้อมบอกว่า “ถ้าเรื่องนี้เธอไม่โดน เธอไม่รู้หรอก (กระซิกๆ)” ปรากฎว่าพอเรื่องนี้เริ่มหนักเข้า เธอทนไม่ไหว จึงนำข้อความที่มีทั้ง Pantip และ Facebook ไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ ในข้อหา หมิ่นประมาท แล้วก็อธิบาย ก็เราโพสหน้า Wall เราเอง ตั้งค่าความส่วนตัวเป็นเฉพาะเพื่อนด้วย ทำไม่ได้ถูกนะ เราโพสในเฟสเราก็ต้องส่วนตัวเราสิ พร้อมทั้งนำพรบ.คอมพิวเตอร์ มาตราที่ 5, 6 และ 11 มาโพสลงหน้า Facebook ตัวเองอีกด้วย เรื่องราวก็จบเพียงเท่านี้ (แต่เรื่องการโดนจิจารณ์ในโลก Social Network ก็ยังคงทำงานของมันต่อไป)

เอาละ มาสู่ช่วงนี้สาระกันบ้าง เราจะดูเหตุการณ์นี้ออกเป็น 2 ข้อด้วยกัน นะครับ

1. Facebook เป็นพื้นที่ส่วนตัว จริงหรือไม่ ?

จริงครับ แต่คุณต้องตั้งโพสของคุณเป็น Only Me เท่านั้นนะครับ ถ้าไม่เป็น Only Me ข้อความก็จะเป็นสาธารณะทันที ทั้งนี้จะมากล่าวอ้างว่า ก็ตั้งให้เห็นเฉพาะเพื่อนอะ มันก็ต้องส่วนตัวสิ ความเห็นนี้ท่าจะผิดครับ แค่คุณรับเพื่อนเข้าใน Facebook ของคุณ มันก็ไม่เป็นส่วนตัวละครับ เพื่อนสามารถเห็นกิจกรรมบน Facebook ได้หมดเลย ไม่ว่าจะกด Like กด Share หรือทำอะไรก็ตามที่คุณไม่ได้ตั้งความเป็นส่วนตัวไว้ว่า Only Me หรือดูง่ายๆ ถ้าโพสนั้นมีปุ่ม Share เมื่อไหร่ แค่นั้นก็ไม่เป็นส่วนตัวแล้ว ฉะนั้น จะมาบอกว่าตั้งความเป็นส่วนตัวว่าให้เพื่อนเห็น Status ของฉันเท่านั้น มันก็ต้องส่วนตัวสิ ลองนึกง่ายๆ ว่าคุณเขียนบันทึกเรื่องราวของคุณไว้ในสมุดทำความดี ละมีเพื่อนในห้องคนนึงที่คุณก็ไม่ได้สนิทกับเค้าผ่านมาเห็นสมุดเล่มนั้นที่เปิดหน้าบันทึกความดีไว้อ้าซ่า เพื่อนคุณก็ยืนอ่านอยู่ แล้วเกิดอารมณ์หมั่นไส้ว่า “หึ! แกมันคนดีจริงๆ” ว่าแล้วเพื่อนก็ถ่ายรูปบันทึกหน้านั้น แล้วก็เอาไปให้เพื่อนคนอื่นดูพร้อมปริ้นแปะไว้ที่บอร์ดหน้าห้อง พอคุณมาเห็นก็โวยวายว่า “อร๊ายยย นั่นมันบันทึกของชั้นนะ ทำไมพวกเธอทำแบบนี้ ไม่รู้เรื่องจริงๆ ก็อย่ามาทำแบบนี้นะ อร๊ายๆ ชั้นจะฟ้องคุณครู” ว่าแล้วก็วิ่งแจ้นไปฟ้องคุณครูแล้วก็ครูก็ได้แค่พยึกหน้า

หลายๆ คนอาจจะเคยลองเล่นการตั้งความเป็นส่วนตัวในหลายๆ ส่วนแล้ว แต่ถ้าใครยังไม่เคย ลองจิ้มลิ้งค์นี้ดู แล้วก็ลองปรับๆ แต่งๆ เล่นเลยครับ ซึ่งถ้าเราล้อตาม Legel ของ Facebook มีอยู่หลายจุดที่ Facebook ก็บอกว่า You own all of the content and information you post on Facebook, and you can control how it is shared through your privacy and application settings. (ยูจะเป็นเจ้าของๆ เนื้อหาและข้อมูลใน Facebook ของยูหมดเลยนะ แล้วยูก็ยังสามารถปรับแต่งความเป็นส่วนตัวได้ด้วย) หรือ 4. When you publish content or information using the Public setting, it means that you are allowing everyone, including people off of Facebook, to access and use that information, and to associate it with you (i.e., your name and profile picture). (เมื่อไหร่ที่ข้อมูลของยูตั้งค่าเป็น Public มันก็หมายความว่าใครเห็นก็ได้นะยูนะ) อยากอ่าน Legel เพิ่มเติมก็จิ้มได้ที่นี่เลย

ฉะนั้น จึงขอสรุปสั้นๆ ว่า Facebook เป็นพื้นที่สาธารณะเชิงตั้งค่านนะจ๊ะ
ขออนุญาต Edit ส่วนนี้นะครับ เนื่องจากคำว่า พื้นที่สาธารณะเชิงตั้งค่า ที่ผมพูดออกมา ทำให้มันดูไม่เคลียและไม่สามารถหาความหมายของมันได้ จึงต้องขออภัยมา ณ ที่นี่ที่ทำให้หลายๆ คนอาจจะสับสนได้นะครับ ขอบคุณครับ

2. พรบ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 5,6 และ 11 จะเอาผิดอะไรได้หรือไม่

สาวเจ้าได้แปะมาตรา 3 ข้อที่กล่าวถึงใน Facebook ตัวเอง ดังนี้ฮับ

โอเค มาตีกันทีละข้อในแบบชาวบ้านๆ ดีกว่าเนอะ

  • มาตราที่ 5 : ใครแฮคข้อมูลข้า เจ้าผิด .. แต่คนที่มาอ่านข้อความของสาวเจ้าเค้าอ่านบน Facebook Account เค้าเอง ฉะนั้น ไม่มีใครแฮค Facebook เจ๊เลยครับ
  • มาตราที่ 6 : ใครรู้ Password ข้า เจ้าผิด .. แต่ผมก็ไม่เห็นว่าการรู้ Password ของเจ๊จะสำคัญขนาดนั้นเลย เพราะคนที่เอารูปมาแชร์เค้าก็ไม่ได้เข้า Facebook เจ๊ไปสูบรูปมาซะหน่อย
  • มาตราที่ 15 : ใครเอารูปข้ามาตัดต่อ เจ้าผิด .. Status ของเจ๊เค้าแคปหน้าจอแล้วก็แปะมาโพสเลยครับ แถมไอ้รูปเจ๊ที่เค้าสูบๆ กันมาแปะโชว์ใน Pantip ก็ไม่ได้มีการดัดแปลงอะไรนิ มีแต่เจ๊ที่ใช้ Camera360 แต่งรูปเจ๊เอง (อาจจะเกิดคำถามอีกนิดว่า เซนเซอร์ข้อมูลหรือคาดตาดำที่ภาพนี่เข้าข่ายมั้ย คิดว่าไม่นะครับ เพราะเป็นการปกปิดข้อมูลประเภทหนึ่ง เหมือนที่คนกระทำผิดแล้วไม่อยากให้สังคมรู้ว่าเป็นใครก็คาดตาดำมันซะเลย)

ก็เป็นอันว่า ถ้าสาวเจ้าจะเอาข้อกฎหมาย 3 ข้อนี้ไปแจ้งความว่า “คุณตำรวจเจ้าขา อิชั้นโดนคนกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ตค่ะ ช่วยอิชั้นด้วยนะเจ้าคะ” ก็แลดูจะไม่มีน้ำหนักในคดีนี้นะครับ ซ้ำร้ายถ้าคุณเอาโพสของคุณไปประกอบหลักฐานในคดี คุณเองซิจะไม่โดนจับ แต่จะโดนประณามจากสังคมมากกว่า

ก่อนจากกัน ผมเห็นคห.หนึ่งใน Pantip แล้วชอบเหมือนกัน ขออนุญาตยกข้อความนั้นมาเลยนะครับ

พึงระลึกไว้ว่า โซเชียลมีเดียไม่ใช่พื้นที่ส่วนบุคคล แต่มันเป็นพื้นที่สาธารณะ

ความเป็นส่วนบุคคลของคุณมีแค่ ยูสเซอรืและรหัสผ่าน
และการควบคุมเนื้อหาเท่านั้น หลังจากที่คุณโพส
สิ่งเหล่านั้นมันจะกลายเป็นข้อมูลสาธารณะทั้นที
รู้จักไหมครับ โซเชียล สะกด S-O-C-I-A-L แปลว่า สังคม ไม่ใช่ ส่วนตัว
(nuiwr,2556)

สรุปสั้นๆ ละกัน … ตามข้างบนเลย (ฮา)

ใครยังไม่อิ่มมาม่า ก็แวะไปเสพย์เรื่องนี้ได้ที่กระทู้นี้เลยนะจ๊ะ

เจอในfbแชร์กันมา ผญ คนนี้สมควรพูดแบบนี้เหรอ

ปล. ผมว่าเจ๊ควรออกมาพูดความจริงซักทีนะว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่บอกว่า มาด่าเราโดยไม่รู้เรื่องจริงอะไรเลย ก็บอกซักทีสิเจ๊ เค้าจะได้เข้าใจเจ๊กันถูก ไม่ใช่ปิดเฟสไปหนีมาแบบเน้~

No Comments
Social Network

3 ปีกว่าๆ เช็คอินที่ไหนใน 4sq บ้างนะ ?

เมื่อสองสามวันก่อน Foursquare เค้าเปิดตัวเว็บ Foursquare Time-machine ซึ่งเอาไว้ดูว่าตั้งแต่เราเริ่มเล่น Foursquare เนี่ย เราเช็คอินที่ไหนอย่างไรบ้าง ก็เลยเอาของตัวเองมาให้ดูว่าสถิติเป็นยังไง

ของผมเริ่มเล่นตั้งแต่ปี 2010 ครับ ก็สามปีกว่าๆ นะที่เล่น Social Network ตัวนี้ สถิติจากเว็บนี้ออกมาบอกว่า ผมเช็คอินที่ อาคารเรียน SC1 มากที่สุด (แหงสิ ตึกเรียน+ทำค่ายด้วย) ต่อมาเช็คอินสถานศึกษามากที่สุด (เหมือนเดิมครับ เรียนนั่นเอง) สถานที่ชื่นชอบคือ หอพักตัวเอง ฮ่าๆ ทำงานมากกว่าเล่นเกม อยู่ร้านกาแฟมากกว่าบาร์(แหงสิ ไม่เคยเข้าซะด้วย ได้แต่ไปกินข้าวเฉยๆ) เดินทางด้วยรถไฟมากกว่าเครื่องบิน (อันนี้ไปเช็คอินเก็บ Badge เฉยๆ ฮ่าๆ) เช้าๆ เช็คอินอยู่ SC2 บ่ายก็เช็คอิน SC2 (ก็เรียนนี่หว่า -*-) ตกเย็นก็เข้าหอ อาหารที่ชอบมากสุดก็อาหารไทย (ร้านอาหารข้างมอนั่นละฮะ)

สถิติทั้งหมดก็ตามภาพเลยฮะ ยังไงถ้าใครอยากดูของตัวเองก็แวะไปกดเล่นได้ที่ http://foursquare.com/timemachine นะครับ

No Comments
Social Network

แม่บ้านมีหนวด VS Sexy Pancake : เน้นสวยหรือเน้นฮา ?


ช่วงนี้กระแสเพจถ่ายรูปฮาๆ แปลกๆ อาร์ตๆ นี่มาแรงแซงทางโค้งมาก พอมีใครเห็นก็รีบกดแชร์กันมือระวิง ที่ผ่านมาเราจะพบกับสาวงาม(?)ร่างใหญ่ ผู้มีการถ่ายรูปกระโปรงพริ้ว นามว่า แม่บ้านมีหนวด ที่เป็นขวัญใจชาวเฟสบุ๊คมากมาย แต่ปรากฏว่ามีผู้เข้าแข่งขันท้าชิงมาแล้ว กับสาวสวย(?)บ้านนา นามว่า Sexy Pancake เธอสองคนนี้สำคัญอย่างไร ทำไมวีวี่คลุงซ์ต้องมาเล่าให้ฟัง


สิ่งที่ทำให้ต้องมาพูดเรื่องนี้คือ การเติบโตของเพจทั้งสองนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง ด้านของแม่บ้านมีหนวดนั้นจะออกไปทางสวยงามแต่ก็ยังขำขันได้หน่อยๆ แต่ขำไม่อร่อย ในแง่ของความอาร์ต ได้ไปเต็มๆ ทั้งความสวยและงานเนียบ จนโฆษณาหลายๆ ตัวของเข้ามา Tie-In ในภาพกันเป็นแถว แต่แม่บ้านมีหนวดก็เคยแปกกับการทำคลิป แม่บ้านมีหนวดออกเรือน มาแล้ว ผลที่ได้คือ กร่อย เพราคลิปไม่มีอะไรเลยจริงๆ (แถมมีดราม่าขั้นรุนแรงอีกตะหาก) ทำให้คนหันไปเสพย์ภาพเหมือนเดิม

ภาพจากเพจแม่บ้านมีหนวด

ส่วน Sexy Pancake จริงๆ เพจนี้ผมเคยเห็นมาตั้งแต่ที่เป็นเฟสบุ๊คบัญชีนึงมาก่อนนะ แล้วมีคนตามเธอไปดูรูปในเฟสจนมีการรบเร้าให้สร้างแฟนเพจขึ้นมา เท่านั้น เปรี้ยงปร้างเลย สำหรับเพจนี้จะออกแนวฮาเลย ไม่เน้นสวย เพราะนางแบบก็ไม่ได้สวยอยู่แล้ว เน้นฮามากกว่า อีกอย่าง มีคลิปการไปถ่ายแบบแต่ละครั้งที่ฮามากๆ ซึ่งดูแล้วภูมิลำเนาของเธอน่าจะอยู่อีสานแน่ๆ

ภาพจากเพจ Sexy Pancake

เอาละ เล่าลักษณะเพจของทั้งสองแล้ว เข้าเรื่องๆ คือการเติบโตของเพจสองเพจนี้มันมีนัยสำคัญอยู่จุดนึงที่ผมสังเกตได้ คือ เพจแม่บ้านมีหนวดมันก็ตลกนะ แต่เพราะมันคงอาร์ต ทำให้ความขำดูเบาลงไป แต่ Sexy Pancake ดันจัดเต็มเรื่องความฮา ผู้กำกับให้ทำอะไรเธอก็ทำ ชุดแบบไหนก็แต่ง ก็เลยกลายเป็นสาวนาบ้านทุ่งไปซะนี่ ผมเลยมองว่า คนเราชอบเพจพวกนี้จากความขำเป้นที่ตั้งก่อนและความสวยเป็นรอง คนชอบแม่บ้านมีหนวดเพราะขำ เรื่องภาพสวยคือของแถม แต่ Sexy Pancake กลับกลายเป็นว่าเน้นขำ ไม่เน้นสวย ถูกใจคนไทยเต็มๆ เลยได้ไลค์แบบกราฟสูงเลยทีเดียว

ทั้งสองเพจมีเวลาตั้งไม่เท่ากัน แม่บ้านมีหนวดเกิดขึ้นในวันที่ 15 กรกฎาคม 2555 ส่วน Sexy Pancake ถ้านับการตั้งเพจ เกิดขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม 2556 แต่เมื่อดูอัตราการกดไลค์ของทั้งสองเพจนี้ในเวลาปัจจุบัน พบว่า Sexy Pancake ตั้งเพจมายังไม่ถึงปี ทะลุไป 2 แสนแล้ว แต่แม่บ้านมีหนวด เริ่มมีอาการอิ่มตัวเล็กน้อย พอดูเรื่องการพูดถึงของคนในเฟส ก็ยังเป็น Sexy Pancake ที่ยังครองใจไป แต่มาดูเรื่องช่วงอายุ กลายเป็นว่า แม่บ้านมีหนวดจะถูกใจคนวัย 18-24 ปี ส่วน Sexy Pancake คือช่วง 18-34 ปี เรียกว่า คนวัยทำงานก็ยังชอบเลย

การพูดถึงและการกดไลค์ของเพจแม่บ้านมีหนวด

การพูดถึงและการกดไลค์ของเพจ Sexy Pancake

สิ่งที่น่าสนใจคือ คนไทยมักจะชอบกดไลค์เพจที่ทำอะไรฮาๆ ออกมาได้เร็วมาก ยิ่งมีกระแสบอกต่อจะยิ่งน่ากลัว ทีนี้ทำไมคนมาเสพย์ Sexy Pancake เยอะมากในช่วงนี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะนิสัยคนไทยนั่นแหละ ชอบเรื่องตลกๆ เลยเข้ามาเสพย์งานระดับชาวบ้านแบบนี้ แม่บ้านมีหนวด จำเป็นต้องออกท่าทาง จัดองค์ประกอบภาพให้สวย แล้วทำการรีทัชจนได้ภาพสวยๆ หนึ่งรูป แต่ Sexy Pancake ผมว่าเค้าคงใช้กล้องมือถือถ่ายแล้วอัพเลย ภาพที่ออกมาเลยดูไม่สวย แต่การให้นางแบบเป็นตัวหลักของภาพด้วยการทำท่าทางตลกๆ เลยกลายเป็นจุดขายของเขาไปโดยปริยาย

นางงามคูโบต้า

เรื่องสำคัญคือ ภาพพวกนี้ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน (ถึงแม้บางภาพของทั้งสองเพจอาจจะมีการล่วงล้ำสถานที่ไปบ้าง) เค้าต้องการสร้างมาเพื่อให้ความสุขกับเรา ฉะนั้น อย่าไปว่าเขาว่าทำไมถึงถ่ายท่าอะไรแปลกๆ เอาเถอะครับ เพื่อความสุขของคนเรา และสิ่งที่สำคัญคือ เจ้าของเพจทั้งสอง ให้ความสำคัญกับทุกคนที่เข้ามาดูงาน เพราะเมื่อมีคอมเมนท์หรืออะไรก็ตาม ทั้งสองเพจก็ยังตอบลูกเพจได้เป็นอย่างดี

งานถ่ายภาพแนวนี้ในประเทศไทย เห็นจะมีแต่เธอจริงๆ

ฉะนั้น อยากทำเพจให้คนสนใจ การทำเพจที่ถ่ายรูปแปลกใหม่อาจจะเป็นอีกทางเลือกนึงของคนที่อยากดังทั้งในเรื่องการทำรูปและการนำเสนอตัวตนออกมา ไม่มีผิดถูกครับ มันอยู่ที่ว่า คุณกล้าที่จะทำมันหรือไม่ ถ้าคนชอบก็เป็นเรื่องดี ถ้าไม่ชอบก็หาข้อปรับปรุง ผมเชื่อว่า ถ้าอยากจะดังจริงๆ ลองให้คนพูดปากต่อปากเถอะครับ Social Network ยังสู้ไม่ได้เลย 😛

ปล. บล็อกนี้ไม่ได้ตั้งใจจะเอามาเทียบกันนะ เพียงแต่ว่าอยากเล่าเรื่องการสร้างสรรค์งานและทิศทางของมันมากกว่า :3

No Comments
Social Network

วิธีติดตั้ง Google+ Hangouts ใน Android ด้วยตัวเอง

เมื่อคืนงาน Google I/O 2013 ได้ทำการ Renew เจ้า GTalk เป็น Google+ Hangout ในแอพแชททุกจุดของ Google สำหรับคนใช้ iOS ก็สามารถโหลดไปใช้งานได้ง่ายๆ ใน App Store ของท่าน (เพราะมันไม่ได้ฝังมาเหมือน Android) หากผู้อ่านคนไหนใช้ Android แล้วยังติดตั้ง Google+ Hangouts ไม่ได้ มาอ่านทางนี้ครับ

จากคำบอกเล่าของ +Arin Chawanothai บอกว่า ตอนแรก Google ปล่อยลง Play Store ปกตินี่แหละ ปรากฎว่ามีปัญหา เลยทำให้เปลี่ยนวิธีการอัพเป็นการอัพกระจายใหญ่ (คือทำเนียนทำให้โดยไม่ต้องกดอัพเดทเอง เหมือนตอนที่อัพ Google Play Store 4 ให้) เอาละ ทีนี้มาดูวิธีการลง Google+ Hangouts ใน Android ทั้งมือถือและแทปเลตสำหรับคนที่กดติดตั้งผ่าน Play Store ไม่ได้หรือไม่อยากรอกันดีกว่า

วิธีที่ 1 : สำหรับเครื่องที่ root แล้วเท่านั้น

  • – ดาวน์โหลดแอพที่ชื่อ Root Uninstaller จาก Play Store มาติดตั้ง
  • – รันแอพที่ติดตั้งไว้แล้วจัดการถอนแอพ Google Talk ออกจากเครื่อง
  • – เข้าไปโหลดแอพ Google+ Hangout จาก Play Store มาติดตั้งได้เลย

วิธีที่ 2 : สำหรับ Android Device ทั่วๆ ไป

  • – ไปที่ Setting > เลือก Unknown sources (เป็นการอนุญาตให้ติดตั้ง apk ลงเครื่องได้ แต่ละรุ่นอาจจะไม่เหมือนกันนะครับวิธีเปิด ยังไงก็หาวิธีเปิดให้เจอละกัน แต่ทั่วๆ ไปจะเปิดแบบนี้)
  • – ดาวน์โหลด Google+ Hangout apk มาเก็บไว้ในมือถือ (ในกรณีที่คุุณอ่านบทความนี้จากคอม ผมแนะนำวิธีที่ง่ายที่สุดคือ พิมพ์เว็บ http://goo.gl/vrqdZ ลงใน Browser ของมือถือของคุณด้วย Chrome หรือ Browser ไหนก็ได้ แล้วกด Download มันจะเก็บไฟล์ apk ไว้ในมือถือให้เราเลย ไม่ต้องต่อคอมแล้วลากไฟล์ apk มาเก็บไว้ สบาย!)
  • – ดาวน์โหลดเสร็จ ทำการเรียก apk ที่เราโหลดไว้ขึ้นมาติดตั้ง เมื่อมันถามว่าต้องการให้ติดตั้งทับแอพเดิมไหม ตอบ Yes แล้วกด Install ได้เลย
  • – เมื่อทุกกระบวนการเสร็จสิ้น ก็เปิดแอพ Google+ Hangout แล้วรอให้มัน Sign in สักครู่ ก็จะได้ใช้งานแล้วครับ

สำหรับการใช้งาน เมื่อใช้ครั้งแรก จะให้ทำการยืนยันเบอร์โทรศัพท์ด้วย ก็อย่าลืมทำตามนะครับ เวลาเพื่อนเราเล่น Google+ Hangout เหมือนเราแล้วเบอร์อยู่ในสมุดโทรศัพท์ก็จะได้มีไว้ชิทแชทหรือเปิดกล้องคุยกับเรานะครับ 

ที่มา – Download and Install Google Hangouts – How To (TechoTV)

No Comments
Social Network

Tweedle for Twitter: เบา โล่ง สบาย~

ผู้ใช้ Android มักจะได้เปรียบ iOS ในแง่ของแอพฟรีๆ แต่ด้วยความฟรีก็หาแอพที่ถูกตาถูกใจยากซะจริงๆ ยิ่งแอพที่เล่น Twitter แล้ว พอจะไปแตะแอพของ Twitter ก็ดันไม่ชอบซะอีก วันนี้เลยมารีวิวแอพเล่น Twitter ตัวนึงใน Android ที่รับรองว่า ถูกใจคอทวิตแน่นอนครับกับเจ้า Tweedle for Twitter  


สำหรับ Tweedle for Twitter นั้น ออกมาบน Play Store เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมาครับ เมื่อวานมีคนแนะนำให้ลองใช้ดู หลังจากใข้มาได้วันกว่าๆ เลยไม่ขอพูดพร่ำทำเพลง ไปดู Feature ของแอพนี้ดีกว่าว่า แหล่มขนาดนั้นไหน

1. หน้าตาของ Timeline Feed ที่ดูสะอาดตาและสามารถเพิ่ม Column Timeline ที่เราอยากติดตามได้

  

2. กดค้างทวิตไหนก็มีเมนูขึ้นมาเลย

3. ดู Conversation ของทวิตได้ทั้งหมด

4. เวลา mention หาใครก็มีชื่อแสดงออกมา

5. ดูจำนวนคน Retweet ข้อความได้

6. ดู Profile ของเราและ Tweeter คนนั้นได้ทั้ง Header และ Bio รวมถึงทวิตและเมนชั่นละเอียดยิบ! (ชอบตรงนี้แหละ แฮ่กๆๆๆ  )

   

7. ปรับแต่งหน้าตาของ Timeline ได้ตามสะดวกสบาย (มีโหมด eco สำหรับซ่อน Avatar เอาไว้ประหยัด Data ได้ด้วยนะเออ )

8. ดูภาพจากแห่งอัพโหลดต่างๆ ได้ง่ายๆ (รวมถึง Instrgram ด้วย!)

9. เข้าดูลิ้งค์ไหน ก็ไม่ต้องเข้า Browser ให้เสียเวลา

9. แปลทวิตนั้นๆ เป็นภาษาอังกฤษได้

10. มีระบบ Notification ที่อัพเดททุก 5 นาทีและ Muting ด้วย

อันนี้แค่ Feature คร่าวๆ ที่ลองใช้ดูวันนึงเต็มๆ นะครับ อย่าว่ายังโง้นยังงี้เลยนะครับ ผมว่าถ้าเทียบกับแอพอะไรบน iOS นี่แทบจะยกให้เหมือน Tweetbot เลยละ เอาเป็นว่าใครกำลังมองหา Twitter Client เจ๋งๆ อยู่ ผมแนะนำตัวนี้เลยครับ รับรองว่า สด! เด็ด! 

Download Tweedle for Twitter for Android [Google Play link]

No Comments