Category

Entertainment

Entertainment

ไม่ใหญ่แต่ดำสนิท! ไปดูมาแล้วกับโรงหนัง Samsung LED Cinema

เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีของจอหนังเริ่มจะล้ำลึกขึ้นทุกทีๆ ตั้งแต่ IMAX เอย 4DX เอย หรือจะเป็นจอ Screen X ก็ตามแต่ เมื่อช่วงเดือนเมษาที่ผ่านมา โรงหนังที่มีคนแวะเวียนมาดูมากที่สุดอย่าง Paragon Cineplex นางเปิดตัวโรงใหม่ชื่อว่า Samsung LED Cinema ขึ้นมา ด้วยความเป็นมนุษย์กี๊คจอหนัง (มีคนตั้งฉายานี้ให้…) ก็เลยไปหาข้อมูลจากรีวิวแล้วก็สื่อต่างๆ ที่เค้าไปดูตอนเปิดตัวมา เค้าเคลมว่าเป็นจอหนังที่คมชัดมาก เพราะมันคือการเปิดหนังบนจอ LED นั่นแหละ ไม่ได้พึ่งพาเครื่องฉายแต่อย่างใด ด้วยความอยากรู้ก็ต้องไปพิสูจน์ให้เห็นกับตา!

No Comments
Entertainment

มีเรื่องของ Google Play Music (All Access ด้วยเอ้า!) มาเล่าให้ฟังเล่นๆ

ศึกบริการ Music Streaming นี่นับวันจะมหาโหดขึ้นทุกวัน จะบอกว่าเราลองมาเกือบจะครบทุกตัวแล้วทั้ง ยกเว้นพวกที่เป็น local อย่าง MelOn ในเกาหลีหรือ Tidal อะไรพวกนี้ (จริงๆ ก็ยังขาดอีกเยอะ) แต่ตัวท๊อปๆ ที่คนพูดถึงก็ลองมาหมดละ เดี๋ยวเรื่องนี้จะเอามารีวิวให้ฟังทีหลังละกัน ตอนนี้ว่าด้วยเรื่อง Streaming Music 2 เจ้ายักษ์ใหญ่ของวงการไอทีก่อน ตัวแรก Apple Music ตอนนี้ก็เริ่มปล่อยออกมาให้ได้ใช้งานกันละ หลายๆ คนที่อ่านบล็อกตอนนี้ก็คงได้ใช้งานกันบ้างแล้วเพราะเจ้านี้ก็บอกว่าให้ลองใช้ฟรีก่อน 3 เดือนแล้วเก็บเงิน เห็นคนใช้บางส่วนในไทยบอกว่าเพลงก็ไม่ได้เอามาหมดหรอก บางเพลงที่อยากฟังก็ไม่มี (อันนี้เดี๋ยวขอลองใช้เองก่อนจะมาบอกอีกที หรือใครลองแล้วมาบอกหน่อยนะ)

มาดู Google Play Music บ้าง เสียดายที่ไม่เปิดในไทยซักที(อีกนานอะ) แต่เราเองทำบัญชี Gmail เป็น US อยู่อันนึงก็เลยได้ลองใช้ดู (วิชามาร บอกเลย 555+) พอ Apple Music ออกมา นางเลยเข็นเวอร์ชั่นฟรีมาสู้เลยจ้า ซึ่ง Google Play Music ก็เป็นบริการ Music Streaming ของ Google ที่ทำมานานแสนนานแล้วนะ จุดเด่นของมันคือคำว่า All Access นี่แหละ 1 บัญชี Gmail ใช้กี่เครื่องก็ได้ ทั้งผ่านหน้าเว็บ มือถือหรือแทปเล็ต ทำระบบ Playlist ได้เหมือนของชาวบ้านและโหลดเพลงนั้นๆ เป็นแบบออฟไลน์ไว้ก็ได้เช่นกัน ต้องบอกก่อนว่าผู้ใช้ Google Play Music เนี่ย ตอนนี้แบ่งออกเป็น 3 แบบคือ

play-music-web-material-5
หน้าตาของ Google Play Music เวอร์ชั่นเว็บ

– เปิดใช้ Google Play Music เฉยๆ พวกนี้คือเปิดบริการเพื่อเอาเนื้อที่ฝากเพลง 50000 เพลง (เยอะเชี่ย อันนี้ใช้อยู่) อันนี้คือเราเอาเพลงที่เราซื้อไว้ใน iTunes หรือจะโหลดเถื่อนผ่าน Mega ก็ตาม ก็อัพขึ้น Google Play Music ไปเลย แล้วเวลาฟังก็เหมือนเป็น Streaming Music ดีๆ เลย ไม่ต้องลงเพลงในเครื่องใดๆ ประหยัดเนื้อที่ในเครื่องโคตรๆ เวลาไม่มีเน็ตสามารถโหลดเพลงในอัลบั้มนั้นๆ เป็นแบบออฟไลน์ได้ด้วย แต่ไฟล์ที่ได้สูงสุดจะอยู่ที่ mp3 320 kbps เอง หูเทพๆ ก็ผ่านไปเลย

– เปิดใช้ Google Play Music All Access อันนี้คือสามารถฟังเพลงที่มีอยู่ใน Google Play Music Store ได้หมดเลย (ได้แค่ฟังและโหลดเป็นออฟไลน์ในแอพนะ โหลดมาเป็น mp3 ไม่ได้) ค่าบริการเดือนละ $9.99 ราคาแอบแพง แต่ขอบอกว่าเพลงไม่กั๊กโซนนะจ๊ะ มีเท่าไหร่ ขนมาให้ฟังเต็มที่ คนที่ชอบฟังเพลงสากลจะฟินเอามากๆ เพลงเก่า เพลงใหม่ เพลงประกอบภาพยนตร์มาหมดเลย ละสองสามวันก่อนลองหาเพลงเกาหลี มีแล้วด้วย เก่าใหม่ตามยถาธรรม แต่มีให้ฟัง เพลงญี่ปุ่นก็มีบางวง Perfume มีแล้ว ครบเกือบทุกอัลบั้ม เพลงไทยก็มีแค่บางอัลบั้มและบางเพลงเหมือนกัน ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมาเป็นอัลบั้มของตัวเอง อย่างแกรมมี่ก็มาเป็นรวมเพลงอกหักอะไรแบบนี้ แถมชื่อเพลงเป็นภาษาอังกฤษอีก อันนี้เข้าใจว่าแกรมมี่คงเอาขึ้น Google Play Music เพื่อขายคนต่างชาติอยู่แล้วอะนะ ส่วนอาร์เอสไม่ค่อยเห็น ที่เราแปลกใจสุดคือ เพลงลูกทุ่งค่ายท๊อปไลน์ไดมอนอะไรพวกนี้เนี่ย เยอะมาก รวมถึงเพลงลูกทุ่งเก่าๆ เนี่ย ช็อคนะเอาจริง 555+ ชื่อเพลงเป็นภาษาไทยเป๊ะๆ เออ แปลกดี สำหรับ All Access ก็ได้รับสิทธิ์ให้อัพเพลงของตัวเองได้แบบไม่จำกัด ย้ำว่าไม่จำกัด! ฉะนั้น จะฟังเพลงจาก Google Play Music Store ก็ได้ หรือจะฟังจากที่ตัวเองอัพโหลดไปก็ได้เช่นกัน ฟินๆ

นี่ไง เพลงไทยบน Google Play Music
นี่ไง เพลงไทยบน Google Play Music

– สุดท้ายคือ Google Play Music Free Version อันนี้ไม่รู้ว่ามีจริงมั้ย แต่ว่ามีข่าวออกมาว่านางจะทำฟรีเวอร์ชั่นออกมา ฟีเจอร์เท่าที่ทราบในข่าวก็จะเหมือนกับ All Access และเหมือนกับ Spotify คือฟังใน Google Play Music Store ฟรีนะ แต่ว่ามีโฆษณา อาจจะโผล่มาระหว่างเพลง จบเพลงหรือยังไงก็ว่าไป และที่สำคัญคือโหลดเป็นออฟไลน์ไม่ได้และทำ Playlist ไม่ได้นะจ๊ะ ส่วนบริการพื้นที่เก็บเพลงก็ยังคงได้รับแค่ 50000 เพลงเช่นเคย อันนี้ยังไม่เห็นอัพเดทล่าสุดนะ กำลังรอดูอยู่เหมือนกันว่าเป็นไง

google-play-music-feature

พอดีเห็น Apple Music มันออกมา ก็เลยเขียนบล็อกเกี่ยวกับ Google Play Music ให้ฟัง เผื่อวันใดวันนึงเปิดให้บริการในไทยแล้วเปลี่ยนใจอยากมาใช้กันดูนะฮะ ส่วนตัวอื่นที่ว่าจะลองก็จะเป็น MelOn ละ อันนี้เป็นบริการ Music Streaming ในเกาหลี ฉะนั้นจะมีแต่เพลงเกาหลีล้วนๆ ราคาก็พอๆ กับ Google Play Music เลย ส่วนฟีเจอร์ลึกๆ ของมันมีอะไรบ้าง และใช้งานอย่างไร เดี๋ยวจะเอามารีวิวให้ฟังคราวหน้าละกันนะ 

No Comments
Entertainment

เมื่อ Fancam เกาหลีดีกว่ารายการคอนเสิร์ตบ้านเราซะอีก

ช่วงที่เกิดกระแสดาวรุ่งด้วยแฟนแคมของเกาหลีที่ผ่านมา ทำให้วงการเพลงเกาหลีตอนนี้เน้นโจมตีหนักไปทางการโปรโมตและสร้างภาพลักษณ์ให้วงด้วยการพาไปเล่นคอนเสิร์ตตามถนน ที่แฟนเพลงเกาหลีจะรู้จักกันดีในชื่อ กอริล่า คอนเสิร์ต เพื่อหวังให้แฟนคลับของวงตัวเองหรือหนุ่มๆ เกาหลีที่ชอบในการไปตามถ่ายคลิปของสาวๆ ตอนเต้นมาอัพลง YouTube แล้วเกิดกระแสปากต่อปากเหมือนที่เกิดขึ้นกับ EXID ที่ผ่านมา (คลิปด้านล่างนี่แหละ คลิปเจ้าปัญหา )

B7B96rCCIAEJOaj

No Comments
Entertainment

[K-POP ละเรื่อง] Template ในเพลงของไอดอล

อยู่ๆ ก็มีเรื่องอยากจะบ่นเกี่ยวกับเพลงเกาหลีที่ตัวเองฟังมา 7 ปีซักหน่อย จริงๆ เดี๋ยวก็มีหลายเรื่อง แต่เอาวันละเรื่องก่อน 555 (ถ้าติ่งเกาหลีหลุดมาอ่านบล็อกนี้ ถอดจิตติ่งออกก่อน แล้วอ่านอย่างมีสตินะฮะ เหล่านี้คือความคิดเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า แย้งได้แต่ก็รบกวนคอมเมนท์แบบมีเหตุผลหน่อยนะ) 

ถ้าใครฟังเพลง K-POP มานาน เคยสังเกตกันบ้างมั้ยฮะว่าเพลงของเหล่าไอดอลเวลาคัมแบ๊คหรือเดบิวท์ใหม่แต่ละที มันเหมือนถูกก๊อปวางการทำเพลงชนิดที่คนฟังอย่างเราๆ ก็เดาทางได้หมดแล้ว มันจะต้องเริ่มมาต้นด้วยทำนองชวนติดหู กลางเพลงมีท่อนแร็พ ใกล้จบต้องมี High Note แบบอยู่ๆ ก็โผล่งออกมา ตัวอย่างเช่นเพลงต่อไปนี้…

No Comments
Entertainment Other

I Believe in Love and you, Tata Young

เมื่อวานไปดูคอนเสิร์ต Turn Back Time with Tata มา สนุกมากกกกกก จะบอกว่าถ้าใครชอบทาทาแล้วพลาดนั่นคือพลาดจริงๆ เพราะเค้าไม่ทำ DVD การแสดงออกมาแน่นอน (เหตุผลเพราะมีบางเพลงที่ทาง Atime ต้องไปซื้อลิขสิทธิ์มาจาก Sony มาให้ทาทาร้องนั่นเอง) ร้องได้เกือบทุกเพลง ตอนช่วงสากลนี่มีดำน้ำบางเพลง ลุกเต้นเกือบตลอด ตอนแรกก็กะจะนั่งโยก ซักพักไม่ไหวสนุกมากจริงๆ คือขนเพลงมาตั้งแต่อัลบั้มแรกของทาทาจนถึงอัลบั้มล่าสุดเลยทีเดียว (แต่ก็ไม่ล่าสุดเท่าไหร่นะ ใหม่สุดน่าจะ Ready for love เอง)

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นของเอนทรี่นี้ (อยากเขียนรีวิวคอนเสิร์ตเหมือนกัน แต่ไมไ่ด้เก้บภาพมาให้ชมก็เลยเอาพอหอปากหอมคอละกัน) มันจะมีแทร็คนึงที่ได้ฟังเมื่อวานแล้วชอบมากนั่นคือเพลง I Believe หนึ่งในอัลบั้ม I Believe และเป็นอัลบั้มแรกที่ทาทาเดบิวท์ในฐานะศิลปินไทยที่โกอินเตอร์อีกด้วย เพราะในอัลบั้มนั้นมีแต่เพลงสากลที่เพราะทุกเพลงจริงๆ
เพลง I Believe เนื้อเพลงจะพูดถึงหญิงสาวที่เชื่อในความรักและเชื่อในตัวคนรัก ก็พูดแนวมโนหน่อยๆ นั่นแหละว่าความรักทำให้ชั้นร้อนรุ่ม ทำให้ชั้นมีอิสระอะไรประมาณนี้ ซึ่งฟังครั้งแรกตอนสมัยโน้นนนนนน เกือบม.ต้นละมั้ง เพราะมันออกมาปี 2004 ตอนนั้นก็เออ ฟังผ่านๆ ไม่มีอะไร แต่ตอนนี้พอได้มาฟังมันก็ติดหูวุ้ย เพราะด้วย แล้วก็ไม่แปลกใจที่เพลงนี้ดังมากในแถบเอเชียบ้านเราสมัยนั้น เพราะอะไรหนะหรือ… เพลงนี้มีหลายเวอร์ชั่นทีเดียว ทั้งที่ทาทาร้องเองและที่มีคนเอาไปโคฟเวอร์ใหม่ดังต่อไปนี้…
ซึ่งตอนแรกก็เข้าใจว่าเพลงนี้เป็นของทาทานะเนี่ย แต่จริงๆ มีต้นฉบับอยู่ซะงั้น คือของคุณ Carola โดยชื่อเพลงคือ I believe in love ตามนี้
สังเกตว่าของต้นฉบับจะเร็วพอสมควร แต่ของทาทาก็จะฟังแล้วมันลื่นหูนะ เพราะด้วยเสียงกว้างและใสของทาทาด้วยแหละมั้ง โดยไปหาข้อมูลมาแบบคร่าวๆ เค้าบอกว่า ตอนนั้นไปทำเพลงที่ประเทศสวีเดน แล้วคุณ Carola Häggkvist ก็เลยให้เอาเพลงนี้มาโคฟเวอร์ด้วย (ข้อมูลวิกิ) ฉะนั้นเค้าไม่ได้ก๊อปมานะตัวเธอ
จะบอกว่าไม่เสียแรงที่ติดตามผลงานของทาทามานาน ถึงจะไม่ตื่งมากแต่ก็ตามอยู่เรื่อยๆ แล้วอยากจะบอกว่าที่ทาทาย้ายค่ายไป Sony ผมว่าคุณคิดถูกแล้วหละครับ ไม่งั้นคงไม่มาถึงจุดนี้แน่นอน หายากนะนักร้องที่จะสามารถเริ่มต้นจากในประเทศแล้วออกตัวไปสู่อินเตอร์ได้อย่างประสบความสำเร็จ ยังไงก็อยากให้มีรีสเตจอีกซักรอบ เอาแบบจัดเต็มเลยนะ รับรองว่าจะไปดูแน่นอน สู้สู้นะครับ อ้วนแต่สวยก็อย่าไปแคร์สื่อเลย ^^
ปล. ๑ : บ่นเรื่องคอนเสิร์ตซักนิดก็ได้ พอเข้าใจว่าเป็นของ Atime จัด ใจจริงก็อยากฟังตอนแกรมมี่ครึ่ง ของโซนี่ครึ่ง หวังใจมากว่าจะได้ฟัง I Think Of You แต่ก็ไม่ได้ฟัง แถมช่วงพาร์ทปิดท้าย ทำไมต้องเอาเพลงที่ร้องแล้วมารีรันซ้ำอีกรอบ ก็สนุกแหละนะ เวลาที่เหลือเพลงในอัลบั้มก็มีตั้งเยอะ เอามารีรันทำไมให้เต็มเพลง ทาทาให้เต็มสิบ แต่ลำดับการแสดงของผู้จัดให้ 7.5/10

ปล. ๒ : โปรดักชั่นชอบมากนะฮะ ชื่นชม โดยเฉพาะ El Nin Yo ที่สุดเลย รักคุณเลยทาทายัง <3

ปล. ๓ : ทำไมกระดาษชูโปรเจคต้องมาหมดที่เราด้วยยยยยยยย *กรีดร้อง*

No Comments
Entertainment

ละครช่อง 7 กับวัยเด็ก(ติดทีวี)ของฉัน

วันสองวันก่อนมันมีข่าวเรื่องตอนจบของละครเรื่อง ธิดาพญายม ฉายอยู่ช่อง 7 เค้าว่าติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง (ทำไมเราไม่รู้สึกละ ฮ่าๆๆ) ปรากฎว่าพวก CG ของละครมันมีบ้าง ไม่มีบ้าง เอ๋อๆ บ้าง ผู้จัดละครบอกว่า ก่อนจะส่งไฟล์ให้สถานีมันพัง (ไปอ่านเองที่ข่าวของ Blognone นี้นะฮะ เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็น) ทีนี้พี่อดัม +Chalermchatri Yukol (@Adamy) ก็เข้ามาคอมเมนท์เรื่องนี้ให้ฟังว่า จริงๆ แล้วการส่งเทปและการทำละครกับช่อง 7 นั้นเป็นยังไง (อะๆ ไปอ่านต่อที่นี่ ขี้เกียจเล่า :P)

โอเค เข้าเรื่อง คือผมลองมองย้อนกลับไปช่วงที่เป็นเด็ก ขอย้อนไปตั้งแต่ประถมเลยละกัน จำความได้ว่าช่วงปิดเทอม วันหยุดหรือแม้กระทั่งวันไหนที่แอบอู้โดดเรียนด้วยการบอกแม่ว่า “ไม่ฉบายฮะ ขอนอนอยู่บ้านนะ” วันทั้งวันจะขลุกอยู่แต่หน้าทีวี (เครื่องเกมตอนเด็กไม่มี คอมพิวเตอร์ตอนป.4แม่ก็ไม่ให้เล่นทั้งวัน) แล้วช่องที่ผมจะขลุกอยู่กับมันก็คือ ช่อง 7 ตื่นเช้ามาไปโรงเรีียน ก็จะได้ยินเสียงเพลง กสิกร~ แข่งขันเป็นกระดูกสันหลัง…ของชาติ ไทยจะเรือง~♫ มันเป็นช่วงข่าวเช้าครับ ตอนบอกราคาพืชพรรณเกษตร วันหยุดที่บ้านก็ดูหนังรอบเช้า แล้วก็รายการช่อง 7 ถามว่าไม่ได้แตะช่อง 3 เลยหรอ ไม่เลยนะครับ ดูจนแม่ต้องด่าอะ 5555 ถ้าเขียนเป็น Timeline ในแต่ละวันหรอ… โอเค งั้นจอขอย้อนเป็นช่วงประถมฯ ปลาย – มัธยมฯ ต้นละกัน อันนี้ของวันธรรมดาในช่วงปิดเทอมนะ

  • ข่าวเช้า : ไม่ช่อง 3 ก็ช่อง 7
  • สายๆ : ดูหนังรอบเช้าช่อง 7 โฆษณาก็ดูผู้หญิงถึงผู้หญิงช่อง 3 (ตอนนั้นทำไมฉันดูรายการนี้ฟระ -_-)
  • เกือบจะเที่ยง : น่าจะเป็นแข่งร้อยได้ล้านนี่แหละ แล้วก็ชุมทางเสียงทอง ตอนนั้นติ่งนักร้องค่ายนพพรมากถึงมากที่สุด รักแมงปอ ♥
  • เที่ยง : ดูข่าวสลับช่องมั่วไปหมด
  • บ่าย : ตอนนั้นมันจะมีรายการ เกมฮอต เพลงฮิต มั้ง น่าจะชื่อรายการนี้แหละ ช่อง 7 หลังข่าว ที่มีไก่ สมพลและงูน้าหลามด้วยอะ ของแกรมมี่ ติดมากกกกก พอดูจบ ก็รอดูละครที่เคยฉายมาแล้วเอามา Rerun ซ้ำ ก็ดูอีก 5555
  • หลังจบละครก็จะนอน ปิดทีวี พักเครื่องตามคำสั่งของคุณแม่
  • ช่วงเย็นๆ : เปิดทีวีอีก ดูช่อง 7 อีก ข่าวเอยอะไรเอย
  • ช่วงค่ำๆ : ดูละครช่อง 7 บ่อยมาก คือมันตัวท๊อปทั้งนั้นเลยอะ เดี๋ยวจะลิสต์ให้อ่านว่ามีเรื่องอะไรบ้าง
  • ช่วงดึกๆ : ก็ยังดูช่อง 7 อยู่ พวกรายการหลังละครจบ ตอนนั้นมันมีแต่รายการน่าดูแต่จำไม่ได้ รู้ว่าเรื่องจริงผ่านจอกับชิงร้อยชิงล้านนี่พลาดไม่ได้เลยหละ
สังเกตมั้ยครับว่าช่วงเวลาตอนเด็กผมขลุกอยู่แต่ช่อง 7 ไม่ใช่เพราะที่บ้านอับสัญญาณข่อง 3 นะ แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าจะรายการเอยหรือละครของช่อง 7 มันชวนดูแล้วก็โอเคอะ ส่วนเสาร์อาทิตย์ อยากจะลิสต์ให้อ่านเหมือนกัน แต่เอาตรงๆ ว่า ช่อง 7 ทั้งวันเลย… ดูแบบ Nonstop ตั้งแต่เช้าตั้งแต่ Disney Club ยัน จอจี้ ตอนเย็น -_-)ง
 เอาละ ผู้อ่านวัย 20 อัพทั้งหลาย หากคุณอ่านอยู่ จงสารภาพมาซะดีๆ ว่าละครที่ผมจะลิสต์ต่อไปนี้ เรื่องไหนคุณทันบ้าง (ไมไ่ด้เรียงตามเวลานะ นึกเรื่องไหนออกก็พิมพ์)
  • เบญจา คีตา ความรัก
  • ชะชะช่าท้ารัก
  • หมอลำซัมเมอร์
  • สาวน้อยในตะเกียงแก้ว
  • พลิกดินสู่ดาว
  • เพลงรักข้ามภพ
  • แดนซ์ไม่เซ่อ เลยเจอรัก
  • มนต์รักลูกทุ่ง
  • สะใภ้ทอร์นาโด
  • หมอผีไซเบอร์
  • เหล็กไหล
  • คมแฝก
  • เสาร์ ๕
  • เมียหลวง
  • รุกฆาต
  • ทายาทอสูร
  • ดาวหลงฟ้า ภูผาสีเงิน
  • สุสานคนเป็น
  • ผีขี้เหงา
  • เปรตวัดสุทัศน์
  • แม่อายสะอื้น
  • คุณแจ๋วกะเพราไก่ คุณชายไข่ดาว
  • พรพรหมอลเวง
  • รักได้ไหม…ถ้าหัวใจไม่เพี้ยน
  • แจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา
  • อกธรณี
  • ผู้พิทักษ์สี่แยก
  • ธิดาวานร
เยอะละ พอก่อน 5555555 จริงๆ มันมีอีกเยอะอะ แต่นึกได้แค่นี้ เห็นปะครับว่าละครช่อง 7 สมัยก่อนอยู่ในหัวเราเยอะมาก แถมแต่ละเรื่องมันไม่ใช่แบบตบตีแย่งชิงผัวกัน มีแอคชั่นสนุกๆ หรือเป็นหนังตลก หนังรักมันก็มีหมดทุกอารมณ์ แถมเพลงประกอบละครนะ โคตรจะติดหู ตอนเด็กนี่เพลงชะชะช่าท้ารักนะ ไม่ก็สาวน้อยในตะเกียงแก้วมีทุกงาน แล้วการไปโรงเรียนแต่ละวันมันจะมี Topic ไปคุยกับเพื่อนได้ โดยเฉพาะเรื่องเบญจา คีตา ความรักนี่พูดกันหนาหูมาก
ที่พูดมายาวขนาดนี้ แค่อยากจะบอกว่า ความเป็นช่อง 7 มันก็คงจะเหมือนเดิมนั่นแหละครับ เพียงแต่เค้าอาจจะเห็นการตลาดดีกว่าตามที่พี่อดัมคอมเมนท์ไว้ (แค่นั้นเอง) ที่ช่อง 3 เบียด Rating เข้ามาได้ คงเพราะเริ่มมีนักแสดงจากช่อง 7 ย้ายไปด้วย แถมการนำละครลงฉายในช่อง 3 ดูเหมือนจะไม่ยุ่งยากกว่านั่นเอง อ้อ ช่องเค้าก็ช่วงอวยละครให้ด้วย นั่นคือข้อดี ผิดกับช่อง 7 ที่มีรายการ เส้นทางบันเทิง ไว้ทำไมก็ไม่เข้าใจ ทีนี้พักหลัง อาจจะมีละครบางเรื่องที่สามารถฝ่าวงล้อมเข้ามาโกยเรทติ้งได้ เช่น วันนี้ที่รอคอย หรือ ฟ้าจรดทราย ที่เพิ่งจบไป ตอนแรกก็คิดว่าละครงั้นๆ แต่เอาเข้าจริง เออแฮะ สนุกอยู่ๆ
อาจจะคิดว่าตอนนี้ช่อง 7 ก็ยังโกยเรทติ้งจากคนต่างจังหวัดได้อยู่หรือไม่ อาจจะเป็นบางช่วงและบางเรื่องครับ อย่างที่ฉายอยู่จันทร์-อังคารนี่ก็เบียดกันสุดฤทธิ์ เราอาจจะมองว่าใน Social Network พูดถึงเรื่อง ทองเนื้อเก้าๆๆๆ โห ดังแหงๆ เปล่าจ๊ะ พ่อแม่ผมอยู่บ้านดู สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย แถมดูกันทั้งหมู่บ้าน เพราะด้วยพฤติกรรมการเสพย์ละครของคนไทยสมัยก่อน มันไม่สามารถเปลี่ยนผ่านมาได้นั่นเอง บางบ้านอาจจะได้นะ แต่ถ้าละครช่อง 3 ยังเป็นแย่งผัวไปๆ มาๆ ก็ยากหน่อย เพราะลองสังเกตมาหลายรอบเหมือนกัน อย่างตอนที่เหนือเมฆมาฉาย บ้านผมดูกัน แต่พอพวกดอกส้มสีทองหรืออะไรพวกนี่ ที่บ้านไม่ดูเลยนะ ทั้งๆ ที่อวยให้ตาย แม่บอก “ก็ไม่เห็นมันจะมีอะไร แย่งผัวไปๆ มาๆ น่าเบื่อ” เลยเกิดคำถามเหมือนกันว่า พฤติกรรมการดูละครของคนไทยในสังคมเมืองใหญ่กับต่างจังหวัดมันมีความแตกต่างกันอย่างไร ?

ปล. : ไม่รู้ว่าบล็อกนี้ดักแก่ใครบ้าง แต่เชื่อว่าโดนกันวงกว้างแน่นอน อิอิอิ

No Comments
Entertainment

[ไปดูมาแล้ว] ตั้งวง

ภาพยนต์เรื่องนี้อดที่จะไม่รีวิวไม่ได้จริงๆ เป็นหนังไทยที่ผมจัดให้ติดอยู่ใน Top 3 ของปีนี้เลยนะ (จากหนังไทยที่ดูมาหลายๆ เรื่อง) จริงๆ หนังเรื่องนี้โคตรจะโปรโมตเงียบมาก แต่กระแสของคนที่ไปดูรอบสื่อ บวกกับการที่หนังได้เข้าฉายและร่วมประกวดชิงรางวัลในเทศกาลหนังเบอร์ลิน ครั้งที่ 63 ที่ประเทศเยอรมัน และ เทศกาล ฮ่องกงฟิล์ม เฟสติวัล ทำให้ต้องมารีวิวเรื่อง “ตั้งวง” ซะเลย

มาร่วมกัน “ตั้งวง” เพื่อย้อนดูสังคมไทย

ตั้งวง เป็นภาพยนต์ที่กำกับโดยคงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับหนังดังหลายๆ เรื่องเช่น กอด, The Letter จดหมายรัก และ My.. Myself ขอให้รักจงเจริญ ซึ่งเค้าบอกว่าเรื่องนี้ คุณติ๊ก กัญญารัตน์ ดาราคนสวยเป็นผู้ช่วยกำกับบทหนังด้วย (อ่านที่นี่)
เนื้อเรื่องย่อๆ คือ เด็กนักเรียน 4 คนประกอบไปด้วยเด็กเก่ง เด็กเนิร์ด เด็กเกรียนและเด็กติ่งเกิดจับพลัดจับผลูไปบนกับพ่อปู่ว่า ถ้าคำขอของตัวเองเป็นจริง ก็จะแก้บนให้พ่อปู่ด้วยการ รำถวายด้วยตัวเอง จบครับ (ใช่ เนื้อเรื่องมียังงี้จริงๆ แต่…)
เราอาจจะมองจากโปสเตอร์ว่ามีเด็กตั้งวงรำ แถมชื่อหนังก็แค่เนี๊ยะ ไม่เห็นจะมีอะไรเลย คงแค่เป็นเด็กมาแก้บนด้วยการรำแล้วก็ส่งเสริมวัฒนธรรม คิดผิดแล้วครับ หนังกำลังเล่นกับสิ่งที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้แบบเต็มเหนี่ยว ดูเรื่องนี้คุณไม่จำเป็นต้องรู้ว่าตัวละครเด็กๆ ทั้ง 4 คนในเรื่องเป็นใคร หล่อมั้ย ไม่ต้องครับ ดูความเป็นธรรมชาติของพวกเค้าที่กำลังถ่ายทอดว่าสังคมในปัจจุบันนี้มันเป็นอย่างไรก็พอ
หนังไม่ได้ข้อคิดนะครับ แต่ให้คุณผู้ชมนั่นแหละได้กลับมาคิดว่า ที่เด็กต้องไปบนบานศาลกล่าวเนี่ยมันเกิดขึ้นจากอะไร ซึ่งนี่คือประเด็นหลักที่ผมคิดว่าน่าจะใช่ ส่วนอื่นๆ ที่มีแต่คำถามนั้น มันก็มีมากมายอีกครับ เช่น เอกลักษณ์ของความเป็นไทย ความวุ่นวายทางการเมือง และที่สำคัญหนังกัดได้เจ็บมากในเรื่องของการศึกษาและการเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์
ต้องยอมรับว่าตอนออกจากโรงแล้วเผลอไปเทียบกับซีรีย์ฮอร์โมน แต่พอผมมานั่งคิดแล้ว หนังเรื่องนี้เค้าไม่ได้จะสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของวัยรุ่นแบบฮอร์โมน แต่เค้าสะท้อนสิ่งที่เป็นสังคมตั้งแต่สังคมครอบครัว สังคมโรงเรียน รวมไปถึงสังคมในระดับประเทศ ซึ่งตัวบทของหนังนั้นตอนแรกเหมือนจะดูย้อนแย้งกันอยู่มาก ทำให้เราต้องคอยตั้งข้อสงสัยตลอดว่า ทำไม ทำไม แต่พอจบปั๊บกลายเป็นว่าตัวละครตัวนั้นกลับมาถามคำถามใส่เราซะดื้อๆ ซึ่งคำถามที่ได้รับกลับมานั้นเหมือนกับการโดนไม้หน้าสามฟาดที่พุงจนจุกไปหนึ่งที (ไปตามอ่านแท็ก #ตั้งวง ใน Twitter ทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันหมดว่าออกจากโรงแล้วเหมือนโดนผู้กำกับเอาไม้ฟาดหน้า)

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะสามารถทำเงินในประเทศได้มากน้อยแค่ไหน เพราะดูจากกระแสแล้วโดนลดโรงไปเยอะพอสมควร อยากให้โปรโมตมากกว่านี้ แต่ผมคิดว่าต้องอาศัยแรงปากต่อปากแล้วละ เพราะถ้าโปรโมตมากจะทำให้ไปดูเรื่องนี้ไม่สนุกแน่ๆ ก็เลยอยากให้คุณได้ไปชมภาพยนต์เรื่องนี้เพราะผมอยากให้คุณไปลองตั้งคำถาม ไปโดนคนถามคำถามใส่และผมอยากให้คุณไปดูว่าประเทศไทยตอนนี้พวกเราควร “ตั้งวง” เพื่อแก้ปัญหาให้กับเด็กๆ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติแล้วหรือยัง 🙂

ปล ๑ : ตอนแรกก็นึกอยู่เหมือนกันว่าทำไมชื่อหนังว่า ตั้งวง แต่ตอนนี้พอจะอ๋อแล้ว หึหึ
ปล ๒ : ใครเป็นแฟนเพลง KPOP วง U-Kiss อาจจะได้มีกรี๊ดโรงแตกแน่ ฮ่าๆ

No Comments
Entertainment

[อ่านมาแล้ว] SPIN!

ยุคสมัยที่คนรถราเต็มเมืองซะขนาดนี้ ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าสังคมคนปั่นจักรยานจะอยู่ยั้งยืนยง หนังสือเล่มนี้ จะพาคุณไปรู้จักกับวิถีชีวิตของมนุษย์ที่ปั่นจักรยานในเมืองกรุงให้คุณได้รู้ทุกซอกทุกหลืบ กับหนังสือ SPIN! โดยนักเขียนการ์ตูนคนดังในโลก Social Network นามปากกาว่า ภูภู่ ( +phuphu phuphuphu )

ปั่น ปั่น ปั่นไปด้วยใจมุ่งมั่น!

หนังสือ SPIN! เป็นเรื่องราวของพี่ภูภู่ในการใช้ชีวิตเดินทางไปทำงานและไปสถานที่ต่างๆ ด้วยจักรยานในเมืองหลวงของประเทศไทย เริ่มต้นด้วยปัญหาว่าทำไมต้องปั่น ปั่นทำไม แล้วได้อะไร เจออะไรบ้าง สำนวนการเขียนนั้นถือว่าสนุกและน่าติดตาอยู่ครับ ตอนแรกก็คิดว่าพี่เค้าคงทำเป็นการ์ตูนแหงๆ แต่เปล่าเลย เหมือนนิยายแจ่มใสที่มีเนื้อเรื่องสลับกับการ์ตูน ซึ่งฮาทั้งสองแบบ การเล่าเรื่องจะเน้นประสบการณ์ปนมุกฮาๆ แทรกเข้าไป ส่วนการ์ตูนก็จะเน้นฮาไปเลย

ใครที่ยังไม่ได้ลองเปิดอ่านก็คงจะคิดว่าเป็นหนังสือเล่าเรื่องของคนปั่นจักรยานเฉยๆ แล้วก็รณรงค์ละมั้ง เปล่าเลยครับ SPIN! นั้นแนะนำท่านให้รู้จักเลือกจักรยาน การบำรุงรักษา การดูแลมันเมื่อต้องเอาไปจอดในสถานที่ที่อาจจะโดนขโมย รวมไปถึงเทคนิคการปั่นบนเมืองหลวงอย่างไรไม่ให้โดนเชี่ยวชนอีกด้วย (ฮา)

ตอนแรกก็ไม่คิดว่าพี่ภูภู่จะเล่าเรื่องออกมาได้สนุกมาก ช่วงไหนดราม่าก็ทำเอาเศร้าตามไปด้วยเลยโดยเฉพาะช่วงที่จักรยานของพี่ภูภู่หาย เราก็เอาใจช่วยอยากให้มันกลับมา (ส่วนกลับมาหรือไม่ ไม่สปอยด์ดีกว่า อิอิ)

หลังอ่านจบ : อยากกลับไปปั่นจักรยานมากถึงมากที่สุด ตอนเด็กไปเรียนก็จะปั่นจักรยานจากบ้านไปจอดไว้ที่หน้าปากซอยแล้วต่อรถไป พอขึ้นม.ปลายมันเป็นเรื่องปกติของเด็กวัยกำลังโตว่า ปั่นจักรยานแม่งเชยวะ อายเพื่อน อายคนอื่นชะมัด แล้วก็เห็นเพื่อนอีกคนก็ขับมอไซต์ตัดหน้าไป เคยคิดจะขอที่บ้านขับมอไซต์ไป แต่ก็อดตามเคย ด้วยอะไรหลายๆ อย่างนั่นแหละ แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยก็กลับมาปั่นบ้างไม่ปั่นบ้างจากหอไปคณะหรือไปที่อื่นๆ จักรยานก็ยืมของคุณ +Phachara Ditsara (กราบขอบพระคุณที่ให้ยืมจักรยานมาปั่นเล่นตอนอยู่ม.มา ณ ที่นี้นะครับ) ซึ่งพอเราโตแล้วเราก็คิดเสมอว่า ปั่นจักรยานมันสนุกนะ ได้ปั่นไปเจอบรรยากาศใหม่ๆ ยกขึ้นฟุตบาท หรือปั่นข้ามตึกโดยที่มอไซต์ทำไม่ได้ แล้วไม่รู้สึกว่ามันเชยเลยแม้แต่นอน แถมได้เยอะเย้ยพวกรถติดหรือพวกที่มาสายอีกตะหาก (แอบเลว ฮ่าๆ) ทั้งหมดทั้งมวลนี้ มันถูกกลั่นออกมาจากความรู้สึกเมื่ออ่าน SPIN! จบ ผมรู้สึกว่าถ้าต้องทำงานในกรุงเทพจริงๆ ผมก็จะปั่นจักรยาน หรือเดินเอาดีกว่า ประหยัดเงิน ได้ออกกำลังแถมไม่ต้องเจอการจราจรที่มันน่าปวดหัวด้วย

หากกำลังหาแรงบันดาลใจในการปั่นจักรยานหรืออยากรู้ว่าคนเมืองเค้าปั่นจักรยานอย่างไร SPIN! เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ผู้เขียนกลั่นเรื่องราวจากประสบการณ์จริงมาอธิบายให้ผู้อ่านได้เข้าใจกันอย่างสนุกสนานของแท้ ไม่ใช่แค่ได้เรื่องการปั่นจักรยาน แต่คุณยังได้ข้อคิดจากการปั่นให้ชีวิตคุณได้เดินหน้าต่อไปอย่างมีความสุขอีกด้วยครับ


หนังสือ : SPIN!
ผู้เขียน : ภูภู่
สำนักพิมพ์ : a book
ปีที่พิมพ์ : 25556
No Comments
Entertainment

เมื่อครั้งที่ฉันดู Big Brother Thailand

อยู่ๆ ก็มาหวนคำนึงถึงรายการ Reality ชื่อดังสมัยพระเจ้าเหา (ปี 2548) อย่าง Big Brother Thailand เป็นรายการ Reality ที่แหวกแนวและนำร่องรายการ Reality ทุกประเภทเลยก็ว่าได้ รูปแบบรายการจะนำผู้เข้าแข่งขัน 12 คนมาอยู่ในบ้านหลังหนึ่งร่วมกัน 100 วัน ไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก แล้วก็ให้ผู้ชมจับตาดูพฤติกรรมของคนในบ้านได้ตลอด 24 ชั่วโมง (เหมือนกับ AF นั่นแหละ แต่ไม่มีประกวดร้องเพลงแค่นั้นเอง) ทีนี้ถ้าจับเอามาอยู่ด้วยกันเฉยๆ มันก็น่าเบื่อไป เค้าก็เลยจะมีภารกิจให้ทำทุกสัปดาห์ ถ้าภารกิจสำเร็จก็ได้รางวัลพิเศษไป ถ้าไม่สำเร็จก็โดนลงโทษ (กลายๆ ว่าพวกแกต้องทำให้สำเร็จนะเฟ้ย) แล้วก็จะมีเสียงลึกลับที่รายการเรียกว่า Big Brother ทำหน้าที่ติดต่อกับคนในบ้านทั้งหมด ส่วนวิธีการออกจากบ้านก็คือคนในบ้านจะเข้าห้องเปิดใจเพื่อโหวตก่อนว่า อยากให้ใคร 2 คนออกจากบ้าน พอได้คะแนนมาก็จะให้ผู้ชมได้โหวตว่าระหว่าง 2 คนนี้ อยากให้ใครอยู่ต่อ พอเหลือสามคนสุดท้ายก็โหวตหาคนชนะใจผู้ชม ก็ได้รางวัลอันมหาศาลไป (เยอะจริงๆ นะสมัยนั้น ทั้งวเงิน ทั้งบ้าน ทั้งรถ) โดยการถ่ายทอดสด 24 ชั่วโมงตอนนั้นจะฉายอยู่ที่ช่องของ UBC (หรือ True Visions สมัยนี้) และในเว็บไซต์ของเค้ารวมถึงสปอนเซอร์สองเว็บน่าจะได้ ส่วนตอนประกาศผล ก็จะไปเล่นที่ช่อง ITV ถ่ายทอดสดหนึ่งชั่วโมงเหมือนกัน ซึ่งเป็นผลพลอยได้ของ ITV เลยที่จะนำเสนอข่าวหรือมีความเคลื่อนไหวอะไรก็ตาม ITV ก็จะรายงานออกมาจากรายการข่าวเลย คือมันดังมานะในสมัยนั้น ทั้งหมดทั้งมวลนี่คือเวอร์ชั่นของไทย ยังถือว่าเบบี๋ๆ นะครับ

ตอนนั้นยอมรับว่าติ๊งติ่งรายการนี้มาก มันจะมีหนังสือออกมาขายด้วย แบบรวมประวัติของผู้เข้าแข่งขันเราก็ซื้อมาอ่านๆๆๆ พอเบื่อก็ให้เพื่อนเอาไปขีดๆ เขียนๆ เล่น (ฮ่าๆๆ) แล้วพอดีสัญญาณเคเบิ้ลแถวบ้านมันดันติดที่บ้านซะงั้น ก็เลยได้ดูแบบถ่ายทอดสด 24 ชั่วโมงเกือบทุกวัน แต่บอกตรงๆ นะ ไม่เคยโหวตให้ใครซักครั้ง เพราะกลัวพ่อกับแม่ด่า ตอนนั้นยังไม่มีมือถือ (ถึงจะมีโทรศัพท์บ้านที่กด 1900 ได้ก็เถอะ) อีกอย่างที่ไม่โหวตเพราะไม่เชียร์ใครคนใดคนหนึ่งเลยตอนนั้น

ถ้าหากได้ไปดูเวอร์ชั่นของต่างประเทศ รวมถึงเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างประเทศเนเธอแลนด์ เค้าจะเน้นการใช้ชีวิตของเค้าแท้ๆ เลย คือถ้าพวกแกจะมีชิกกะหล่ำปัมปั้มกันในบ้านก็ไม่ว่า ข้าก็มีถุงยางไว้บริการด้วย อารมณ์ว่าถ้าไม่แคร์ผู้ชมนอกบ้านก็จัดฉากให้ดูกันโจ๋งครึ้มเลย (แต่เห็นเค้าว่าไอ้ฉากพวก 18+ นี้ต้องเสียเงินเพิ่มดูในเน็ตนะ คือเค้าจะมีอะไรกันได้ก็เฉพาะห้องนี้เท่านั้น) ห้องอาบน้ำก็คือเห็นหมด สัดส่วนเป็นยังไง บึ้มมั้ย บลาๆๆๆ (ผมก็ไม่เคยดูนะ แต่เค้าว่ามาแบบนี้ ฮ่าๆ ไม่เชื่อจิ้มที่นี่) ทีนี้จากการจำได้คร่าวๆ คือมันจะมีกล้องประมาณ 30 ตัวอยู่ในบ้าน แล้วมันต้องติดในห้องน้ำด้วย ลิขสิทธิ์แท้มันต้องติดกล้องให้เห็นคนอาบน้ำเลยทั้งตัว แต่อย่างว่าพอมาไทยทีมงานไทยกับเจ้าของลิสิทธิ์ก็เถียงกันอยู่ จนสุดท้ายเค้าก็เลยยอมกันว่า ขอให้เห็นประตูห้องน้ำก็พอละกัน ส่วนมุมที่ไม่ให้จะให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอง

ในประเทศไทยเล่นไปได้ 2 ซีซั่นก็ไม่ทำต่อ เพราะจากที่รู้มาจากกลุ่มคนชอบรายการนี้และจากวงในของต้นสังกัดเค้าบอกว่าแรงกดดันของไทยนั่นแหละที่ทำให้เค้าต้องยุติลง เหตุเพราะรับไมไ่ด้กับการนำคนมากักขังหน่วงเหนี่ยวบ้างแหละ (ทั้งๆ ที่ผู้เล่นเค้าก็เต็มใจ) เพราะผู้เข้าแข่งขันชายหญิงนอนเตียงเดียวกันบ้างแหละ (ก็มันไม่ใช่หนังนี่เฟ้ย) กลัวเด็กมาดูผู้หญิงแต่งตัวแบบนี้หรือมาเจาะหูเจาะตาแบบนี้แล้วจะเลียนแบบจังเลย (ยอมรับว่าตอนนั้นผมก็เด็กนะที่ดูรายการนี้ แต่ทำไมไม่เห็นจะทำตามเลย) นั่นแหละครับ ทางกันตนาเจ้าของลิขสิทธิ์ก็เลยปิดฉากรายการนี้ลงไป ทั้งๆ ที่กันตนาโคตรลงทุนกับรายการนี้มาก ไปสร้างบ้านหลังนี้ไว้ที่กันตนา มูฟวี่ทาวน์ที่ศาลายาเลย ไม่รู้ตอนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นซากไปหรือยัง

คืออยากให้รายการนี้มันกลับมานะ มันไม่ใช่รายการไร้สาระอะไรขนาดนั้นซักหน่อย จากวิกิพีเดียบอกว่า คณะที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ในมหาวิทยาลัยของไทยหลายๆ ที่ก็นำรายการนี้มาทำวิจัยเรื่องพฤติกรรมของมนุษย์ในแวดล้อมบังคับเลยนะ เพราะคนที่เข้ามาในรายการทั้ง 12 คนเค้าไม่รู้จักกัน แน่นอนว่านิสัยของแต่ละคนมันก็ต่างกันด้วย คนดูเลยจะรู้สึกสนุกกับการดูคนเหล่านี้ปรับตัวเข้าหากัน ส่วนผู้เข้าแข่งขันก็จะได้รู้ถึงพฤติกรรมของตัวเองด้วยว่าเป็นคนยังไง ส่วนของเมืองนอกหลังๆ ก็เริ่มแผ่วไปแล้ว เพราะมีรายการอื่นที่สนุกกว่ามากมาย คือถ้านับจากวันที่ลิขสิทธิ์เริ่มเล่นซีซั่นแรกจนถึงตอนนี้ก็รวมๆ 12-13 ซีซั่นแล้วแหละ เฮ้อ อยากเห็นรายการแบบนี้กลับมาอีกนะ อยากรู้ว่าถ้าจับคนในสภาฯ เอ๊ย จับคนที่ความเห็นต่างกันโดยสิ้นเชิงอย่างสมัยนี้มาเล่นรายการนี้ มันจะเป็นอย่างไรกันแน่ อย่างน้อยๆ ผมว่ามันก็เป็นกระจกอย่างดีที่ช่วยสะท้อนให้เห็นสังคมไทยในปัจจุบันที่เล่นละครใส่หน้ากากกันอยู่แบบนี้แหละ แต่ก็ลืมไปอีก เอามาเล่ยสมัยนี้คงจืดน่าดูแน่ๆ เซนเซอร์ตรงโน้น อันนี้ห้ามนะ ใส่สั้นไม่ได้ ห้ามกอดกันออกอากาศ เจ๊เบียบกับกระทรวงวัฒนธรรมคงออกมาแว๊ดๆๆ แน่นอน เฮ้อ ดู AF ต่อไปละกันนะพี่น้องชาวไทย – –

ปล. ขอบคุณภาพจากเว็บคุณน้ำตาลนะค๊าบ ทำให้ผมได้มารำลึกถึงช่วงนั้นหมดเลย แง
ปร. อยากรู้เรื่องอื่นเพิ่มเติมก็ขอเชิญอ.กู(เกิ้ล)หรือทวิตมาถามผมหรือเม้นท์ไว้ด้านล่างนี้ได้นะ (ถ้าผมยังจำได้อยู่ 555)

No Comments