30 September 2013 vvkhxng

สัปดาห์ที่ 6สัปดาห์ที่ 6 แล้ววววว เร็วโคตรๆ เลยอะ แป๊บเดียวจะครึ่งทางแล้วในสัปดาห์นี้ ยอมรับว่าเป็นสัปดาห์ที่โคตรพ่อโคตรแม่ขี้เกียจเลย (จริงๆ นะ) คือวันจันทร์เค้ามีสัมมนาอะไรไม่รู้ คือหัวหน้าแลปบอก วันนี้มีสัมมนานะลงไปด้วย ไอ้เราก็นึกว่ามีใครสอบจบหรือเปล่าว้า เห็นช่วงนี้เด็กฝึกงานหายเงียบเลย ผิดคาดแฮะ งานประชุมของ NECTEC กับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น ก็เลยไปเป็นเด็กช่วยทำงานละก็นั่งฟังบ้าง สลับกันไป ก็คือไม่ได้งานเลยแหละ 555 พอวันอังคารกับพุธ ไปลงพื้นที่ที่ม.นเรศวรมา คือพี่เลี้ยงกับหัวหน้าแลปเค้าจะไปทำคุยกับอ.ที่ศูนย์ศึกษาพม่าเพื่อขอให้แกมาช่วยทำ Content ให้ เราก็เลยติดสอบห้อยไปด้วยเพราะเผื่ออาจารย์เค้าอยากได้อะไรเพิ่มเติมเราจะได้เพิ่มในงานของเรา ปรากฎว่าความต้องการของอาจารย์ตรงกับความคิดเราพอดีเลย สบายตัว ก็เลยสองวันนั้นโคตรรรรสบาย วันอังคารก็เดินทาง ไปถึงที่พักก็กลิ้งๆ ไปๆ มาๆ กินๆ เที่ยวๆ วันพุธแวะไปมอมาสามชั่วโมงแล้วก็กลับ… ถึงหอก็สลบเลย วันพฤหัสก็นั่งเขียนข่าวให้ Faceblog.in.th ทั้งวัน คือข่าวมันเยอะมากกกก แล้วประชุมไปตั้งแต่เช้าายันเที่ยงเลย บ่ายก็เลยแบบ โอ่ย ขี้เกียจ 555 ก็เลยนั่งเขียนข่าวดีกว่า พอวันศุกร์ คอสเพลเป็นพนักงานออฟฟิศที่เจ้านายต้องเอือม คือ เข้างานสายมาก เกือบๆ 9 โมงได้เลยมั้ง พอเย็นก็ขอกลับก่อน 5555 (เลวอิ๊บอ๋าย Orz) นั่นละฮะ ถึงบอกว่าทั้งสัปดาห์โคตรพ่อโคตรแม่ขี้เกียจจริงๆแต่เรื่องที่เสียด๊ายเสียดายที่สุดคือ ลืมไปว่าอาทิตย์ที่เจ๊นานามิกลับญี่ปุ่นแล้ว (เดือนนึงนี่เร็วขิงๆ) แล้วก็จำได้ว่าแกบอกว่ากลับวันพฤหัส แต่เราเข้าใจว่า เลิกฝึกวันพฤหัส ก็เออ กะว่าเดี๋ยวกลับมาจากพิษณุโลกมาถ่ายรูปไว้ให้อิจฉาซะหน่อย พอมาถึงแลปวันพฤหัส เฮียแชมป์ (@sitdh) ก็แว๊บ้อาของฝากของเจ๊นานามิมาให้ โฮฮฮฮฮฮ แบบว่าสุดซึ้งเลยอะ ได้ซุปมิโซะมั้ง (เค้าว่างี้) กับจดหมายกระดาษนกพับมา 1 ใบ ตอนแรกก็คิดว่าพับมาเล่นๆ พอส่องกับไฟ อ้าว มีข้อความนี่ แกะออกมา โฮฮฮฮ ไม่คิดว่าจะมีเพื่อนชาวต่างชาติที่ใจดีและน่ารักแบบนี้จริงๆ แถมท้ายจดหมายบอกว่า ถ้าไปญี่ปุ่นให้บอกด้วยนะ แล้วก็ให้เบอร์โทร ที่อยู่ อีเมล์พร้อมเลย โฮฮฮฮฮ พี่ว่าพี่ต้องไปแล้วละ 5555 ยังไงก็ขอบคุณพี่นานามิมากนะคร๊าบ~ ありがとうございます。 ~เอ้อ บ่นอีกเรื่อง ช่วงนี้ใช้ตังเป็นใบไม้เลย จ่ายออกซะแบบ…

29 September 2013 vvkhxng

ครั้งสมัยข้าพเจ้ายังเอ๊าะๆ ตั้งแต่ 3 ขวบ (เดี๋ยวๆ ย้อนเกินไปละ) ตั้งแต่อยู่ปี 1 ก็ได้มีโอกาสเข้าค่ายระดับประเทศอันแสนจะเข้ายากแถมไม่ได้โนเนมเหมือนค่ายคนไอทีทั่วๆ ไปซะด้วย นั่นคือค่าย Young Webmaster Camp นั่นเอง ซึ่งเป็นค่ายที่รวมคนทำเว็บขนานแท้เอาไว้ด้วยกันมากที่สุดในประเทศไทยเลยทีเดียว อีกทั้งใครได้เข้าค่ายนี้จะได้เจอเจ้าของเว็บชื่อดังมากหน้าหลายตาด้วย เช่น พี่ปอนด์เว็บ dek-d.com ,พี่ๆ จากเว็บ sanook.com หรือจะเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Pantip.com เป็นต้นรู้จัก YWC ได้อย่างไรจริงๆ ต้องบอกก่อนว่าเคยเข้าค่าย JWC หรือ Junior Webmaster Camp มาก่อน เข้าตอนรุ่น 2 สำหรับเจ้าค่ายนี้จะเป็นค่ายของเด็กมัธยมที่อยากทำเว็บ คือจำได้ว่าเห็นข่าวในเว็บ zone-it.com แล้วอยากเข้ามากกกก คือเราทำเว็บง่อยๆ เป็นแต่เราไม่รู้ไงว่าทำเว็บจริงๆ เค้าทำกันยังไง สมัครไปตอนแรกติดสำรอง ซักพี่ค่ายโทรมาบอกว่า ได้เป็นตัวจริง โฮวววว ไม่คิดไม่ฝัน ฮ่าๆ ทีนี้ตอนเข้าค่ายนั้น ก็เลยทำให้รู้จักกับพี่ๆ YWC 7 ซึ่งตอนนั้นผมเข้าค่ายนี้ตอนม.6 ไง ก็เท่ากับว่าเข้ามหาวิทยาลัยก็ต่อด้วย YWC ต่อได้เลย ก็เลยทำให้อยากเข้าค่าย YWC เพราะอยากเจอพวกพี่ๆ เค้าอีกจะเข้า YWC ได้ยังไงนะ ?จริงๆ มันแสนจะง๊ายง่ายเลยละครับ ก็ไปเลือกดูก่อนว่าเราเป็นคนที่ทำเว็บถนัดในด้านใด ซึ่งประกอบไปด้วยWeb Design : ด้วยเทคนิคการผสมผสานระหว่างจินตนาการสุดล้ำ กับไอเดียสุดครีเอทีฟ ออกมาเป็นเว็บไซต์ที่เป็นเอกลักษณ์ จากทักษะด้านศิลปะที่โดดเด่น และเทคนิคอลังการที่จะทำให้ทุกคนจดจำเว็บของเราได้ไม่รู้ลืมWeb Content : คือผู้นำเสนอเนื้อหาเรื่องราวข่าวสารต่างๆ ในเว็บไซต์ ให้น่าสนใจด้วยเอกลักษณ์และสไตล์ที่เป็นตัวเอง ไม่ซ้ำใคร สร้างสรรค์เนื้อหาเฉพาะตัวที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้ แบบนี้ คำกล่าวที่ว่า “Content is King” ก็คงฟังดูไม่ผิดเท่าใดนักWeb Marketing : นักธุรกิจแห่งเว็บไซต์ ผู้เป็นคลังสมองและกุนซือของเว็บ หาก content คือฝ่ายบู๊ marketing คือฝ่ายบุ๋น ที่จะนำเอากลยุทธ์ทางการตลาดและความรอบรู้มาใช้เพื่อนำพาเว็บไซต์ของเราให้เป็นที่รู้จักอย่างทั่วถึงWeb Programming…

23 September 2013 vvkhxng

เค้าบอกว่าธรรมเนียมของคนไปงาน BarCamp ไม่ว่าจะประเทศไหน จักรวาลไหน สิ่งที่คุณต้องทำคือการกลับมาเขียนบล็อกว่าคุณได้อะไรจากการไปงานนี้บ้าง ซึ่งใครใคร่อยากเขียนก็เขียน ไม่อยากเขียนก็ไม่มีใครว่าท่านแต่อย่างไรปีนี้เป็นปีแรกครับที่ได้ไปงาน BarCamp Bangkhen จัดที่ม.เกษตรทุกปี ซึ่งปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 4 โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานนี้ถึง 700 กว่าคนเลยทีเดียว รายละเอียดงานคร่าวๆ ก็เหมือนงานสัมมนาที่ผู้เข้าร่วมมีสิทธิกำหนดเรื่องราวที่พูดได้เอง (รายละเอียดแบบเยอะๆ) อีกทั้งเรื่องราวที่พูดก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่อง Programmer หรือ IT เสมอไป เพราะปีนี้แทบจะหลากหลายจริงๆ ตั้งแต่เรื่องสุขภาพ เรื่องดนตรียันไปถึงเรื่องไสยศาสตร์! (ดูรายชื่อ Sesssion ในปีนี้) ตั้งแต่งานเริ่มจนจบ After Party ผมว่าใครพลาดพิธีเปิดงานนี้โคตรเสียดายเลย ถึงพิธีเปิดมันจะดูง่ายๆ แต่ว่าทำให้ผู้เข้าร่วมทุกท่านได้มีส่วนร่วมในงานด้วยการทวิต แล้วติดแท็ก #bcbk เข้าไป ก็จะแสดงเป็น Timeline บน Projector ให้ได้เฮฮากัน (แรกๆ ก็มีสาระ หลังๆ เริ่มออกทะเลซะงั้น)Welcome to Barcamp Bangken 4 😉 #bcbk— วีวี่คะลุงซ์ (@vVkungz) September 22, 2013ตอนแรกก็อยากเป็นแค่คนไปนั่งฟังในแต่ละ Session แต่คิดไปคิดมา ไหนๆ ก็พอมีติดตามเรื่อง Trends ใน Social Network มาพอตัว ประกอบกับเป็น Writer ที่ Faceblog.in.th ด้วย ก็เลยปรึกษาพี่ +Moon Buu (@buumoon) ว่าไปออกซัก Session เป็นการโฆษณาเว็บไปในตัวละกัน เดี๋ยวผมพูดเองเรื่องตอนแรกที่จะพูด กะจะพูดเกี่ยวกับเรื่อง Marketing Online ระหว่าง Line กับ Facebook ว่าใครจะคุ้มกว่ากัน แต่ก่อนจะมางานออกไปทำธุระมากว่าจะถึงห้องก็เผลอหลับไปอีก -*- ก็เลยไม่พูดดีกว่า ปรากฎว่าวันมางานมางานสายมาก ตอนแรกเค้าแปะให้โหวต Session กันแล้ว ก็ถอดใจไป พอถามเพื่อนว่าเค้ายังให้เปิด Session ได้อีกมั้ย พอบอกว่าได้ เราก็พอมีความหวังอยู่บ้าง แล้วในสมองตอนนั้นคือไม่เอาเรื่อง…

23 September 2013 vvkhxng

สัปดาห์ที่ 5Mock up ของงานก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น แทบจะเรียกว่าใส่โค้ดเข้าไปก็ใช้งานได้เลย แต่เราต้องค่อยๆ ทำไปทีละขั้นตอน เดี๋ยวจะงงเอาเมื่อวันศุกร์ได้มีโอกาสเป็น TA ในการสอนครูอาจารย์ใช้สื่อการสอน LearnSqaure ในการช่วยสอน ก็ได้เจออาจารย์วัยสะรุ่นเยอะแยะเหมือนกัน แล้วได้เอาเทคนิคที่เคยใช้สอนตอนอยู่มหา’ลัยมาใช้ ก็ไม่เกร็งหรือตื่นเต้นอะไร อีกอย่างอาจารย์ส่วนใหญ่เป็นคนที่ใช้เทคโนโลยีเป็นอยู่แล้ว ทำให้เข้าถึงเนื้อหาได้เร็วมากนอกเรื่องนิดนึง พอเลิกจากสอนก็ไปเล่นเกมที่ฟิวเจอร์มา ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าที่นั่นมีตู้เกมด้วย *[]*)b พอรู้ว่ามีตู้ PIU ก็เลยแว๊บไปเล่นเลย ปรากฎว่าเอารองเท้าวิ่งไปเล่น ลื่นปรื๊ดเลย T T (จำไว้ว่าถ้าพื้นหน้าสัมผัสรองเท้าไม่เรียบหรือไม่แน่นพอ เล่นทีหัวแตกแน่ๆ) ก็ได้เจอเจ้าถิ่นที่เล่นที่นั่นละ เป็นพวกน้องๆ มัธยมนะตอนที่เจอ ยังไม่ได้เข้าไปตีสนิทอะไรมาก แต่ถ้าไปเจอกันบ่อยๆ ก็คงจะได้พูดคุยกันมากกว่านี้แน่ๆ

20 September 2013 vvkhxng

Hot Topic ในวันนี้คงจะเลี่ยงไม่ได้กับเรื่องของหญิงสาวท่านหนึ่งที่ได้โพสข้อความบนหน้า Facebook ของเธอด้วยถ้อยคำที่รุนแรงต่อผู้ที่มาติดต่อราชการในเวลาเที่ยง (ซึ่งจากข้อความจับใจความน่าจะเป็นคนพิการที่เข้ามาขอใช้บริการ) แล้วมีเพื่อนใน Facebook ของสาวผู้นั้น ได้พบเห็นข้อความจึง Capture แล้วก็โพสลง Pantip ซะเลยซึ่งตอนนี้ก็มีคนตีความไปสองกลุ่มว่า เหตุที่เธอใช้ข้อความที่หยาบคายได้ขนาดนี้เพราะ เธอโมโหหิว (มีคนบอก Viral ของ สนิกเกอร์ อีกแก๊) เธอมาตามคุณสามีของเธอไปตามข้าวเที่ยง (Update: ล่าสุดหลายๆ คห.บอกว่าสาวเจ้ามาตามคุณสามีไปทานข้าวแล้วมีคนพิการมาขอใช้บริการทั้งๆ ที่เวลาเที่ยงแล้ว นางก็เหวี่ยงซิ : สนิกเกอร์มั้ยเจ๊)และแน่นอนว่า เมื่อเข้าสู่สังคมของ Pantip ปั๊บ ก็เกิดการวิจารณ์เธออย่างหนักมาก (นี่ถ้าเธอเป็นดาราอาจจะถึงออกจากวงการดาราเลยทีเดียว) ทำให้คุณเธอต้องออกมาขอโทษขอโพยพร้อมบอกว่า “ถ้าเรื่องนี้เธอไม่โดน เธอไม่รู้หรอก (กระซิกๆ)” ปรากฎว่าพอเรื่องนี้เริ่มหนักเข้า เธอทนไม่ไหว จึงนำข้อความที่มีทั้ง Pantip และ Facebook ไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ ในข้อหา หมิ่นประมาท แล้วก็อธิบาย ก็เราโพสหน้า Wall เราเอง ตั้งค่าความส่วนตัวเป็นเฉพาะเพื่อนด้วย ทำไม่ได้ถูกนะ เราโพสในเฟสเราก็ต้องส่วนตัวเราสิ พร้อมทั้งนำพรบ.คอมพิวเตอร์ มาตราที่ 5, 6 และ 11 มาโพสลงหน้า Facebook ตัวเองอีกด้วย เรื่องราวก็จบเพียงเท่านี้ (แต่เรื่องการโดนจิจารณ์ในโลก Social Network ก็ยังคงทำงานของมันต่อไป)เอาละ มาสู่ช่วงนี้สาระกันบ้าง เราจะดูเหตุการณ์นี้ออกเป็น 2 ข้อด้วยกัน นะครับ1. Facebook เป็นพื้นที่ส่วนตัว จริงหรือไม่ ?จริงครับ แต่คุณต้องตั้งโพสของคุณเป็น Only Me เท่านั้นนะครับ ถ้าไม่เป็น Only Me ข้อความก็จะเป็นสาธารณะทันที ทั้งนี้จะมากล่าวอ้างว่า ก็ตั้งให้เห็นเฉพาะเพื่อนอะ มันก็ต้องส่วนตัวสิ ความเห็นนี้ท่าจะผิดครับ แค่คุณรับเพื่อนเข้าใน Facebook ของคุณ มันก็ไม่เป็นส่วนตัวละครับ เพื่อนสามารถเห็นกิจกรรมบน Facebook ได้หมดเลย ไม่ว่าจะกด Like กด Share หรือทำอะไรก็ตามที่คุณไม่ได้ตั้งความเป็นส่วนตัวไว้ว่า Only Me หรือดูง่ายๆ…