31 August 2013 vvkhxng

ภาพยนต์เรื่องนี้อดที่จะไม่รีวิวไม่ได้จริงๆ เป็นหนังไทยที่ผมจัดให้ติดอยู่ใน Top 3 ของปีนี้เลยนะ (จากหนังไทยที่ดูมาหลายๆ เรื่อง) จริงๆ หนังเรื่องนี้โคตรจะโปรโมตเงียบมาก แต่กระแสของคนที่ไปดูรอบสื่อ บวกกับการที่หนังได้เข้าฉายและร่วมประกวดชิงรางวัลในเทศกาลหนังเบอร์ลิน ครั้งที่ 63 ที่ประเทศเยอรมัน และ เทศกาล ฮ่องกงฟิล์ม เฟสติวัล ทำให้ต้องมารีวิวเรื่อง “ตั้งวง” ซะเลยมาร่วมกัน “ตั้งวง” เพื่อย้อนดูสังคมไทยตั้งวง เป็นภาพยนต์ที่กำกับโดยคงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับหนังดังหลายๆ เรื่องเช่น กอด, The Letter จดหมายรัก และ My.. Myself ขอให้รักจงเจริญ ซึ่งเค้าบอกว่าเรื่องนี้ คุณติ๊ก กัญญารัตน์ ดาราคนสวยเป็นผู้ช่วยกำกับบทหนังด้วย (อ่านที่นี่)เนื้อเรื่องย่อๆ คือ เด็กนักเรียน 4 คนประกอบไปด้วยเด็กเก่ง เด็กเนิร์ด เด็กเกรียนและเด็กติ่งเกิดจับพลัดจับผลูไปบนกับพ่อปู่ว่า ถ้าคำขอของตัวเองเป็นจริง ก็จะแก้บนให้พ่อปู่ด้วยการ รำถวายด้วยตัวเอง จบครับ (ใช่ เนื้อเรื่องมียังงี้จริงๆ แต่…)เราอาจจะมองจากโปสเตอร์ว่ามีเด็กตั้งวงรำ แถมชื่อหนังก็แค่เนี๊ยะ ไม่เห็นจะมีอะไรเลย คงแค่เป็นเด็กมาแก้บนด้วยการรำแล้วก็ส่งเสริมวัฒนธรรม คิดผิดแล้วครับ หนังกำลังเล่นกับสิ่งที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้แบบเต็มเหนี่ยว ดูเรื่องนี้คุณไม่จำเป็นต้องรู้ว่าตัวละครเด็กๆ ทั้ง 4 คนในเรื่องเป็นใคร หล่อมั้ย ไม่ต้องครับ ดูความเป็นธรรมชาติของพวกเค้าที่กำลังถ่ายทอดว่าสังคมในปัจจุบันนี้มันเป็นอย่างไรก็พอหนังไม่ได้ข้อคิดนะครับ แต่ให้คุณผู้ชมนั่นแหละได้กลับมาคิดว่า ที่เด็กต้องไปบนบานศาลกล่าวเนี่ยมันเกิดขึ้นจากอะไร ซึ่งนี่คือประเด็นหลักที่ผมคิดว่าน่าจะใช่ ส่วนอื่นๆ ที่มีแต่คำถามนั้น มันก็มีมากมายอีกครับ เช่น เอกลักษณ์ของความเป็นไทย ความวุ่นวายทางการเมือง และที่สำคัญหนังกัดได้เจ็บมากในเรื่องของการศึกษาและการเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ต้องยอมรับว่าตอนออกจากโรงแล้วเผลอไปเทียบกับซีรีย์ฮอร์โมน แต่พอผมมานั่งคิดแล้ว หนังเรื่องนี้เค้าไม่ได้จะสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของวัยรุ่นแบบฮอร์โมน แต่เค้าสะท้อนสิ่งที่เป็นสังคมตั้งแต่สังคมครอบครัว สังคมโรงเรียน รวมไปถึงสังคมในระดับประเทศ ซึ่งตัวบทของหนังนั้นตอนแรกเหมือนจะดูย้อนแย้งกันอยู่มาก ทำให้เราต้องคอยตั้งข้อสงสัยตลอดว่า ทำไม ทำไม แต่พอจบปั๊บกลายเป็นว่าตัวละครตัวนั้นกลับมาถามคำถามใส่เราซะดื้อๆ ซึ่งคำถามที่ได้รับกลับมานั้นเหมือนกับการโดนไม้หน้าสามฟาดที่พุงจนจุกไปหนึ่งที (ไปตามอ่านแท็ก #ตั้งวง ใน Twitter ทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันหมดว่าออกจากโรงแล้วเหมือนโดนผู้กำกับเอาไม้ฟาดหน้า)ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะสามารถทำเงินในประเทศได้มากน้อยแค่ไหน เพราะดูจากกระแสแล้วโดนลดโรงไปเยอะพอสมควร อยากให้โปรโมตมากกว่านี้ แต่ผมคิดว่าต้องอาศัยแรงปากต่อปากแล้วละ เพราะถ้าโปรโมตมากจะทำให้ไปดูเรื่องนี้ไม่สนุกแน่ๆ ก็เลยอยากให้คุณได้ไปชมภาพยนต์เรื่องนี้เพราะผมอยากให้คุณไปลองตั้งคำถาม ไปโดนคนถามคำถามใส่และผมอยากให้คุณไปดูว่าประเทศไทยตอนนี้พวกเราควร “ตั้งวง” เพื่อแก้ปัญหาให้กับเด็กๆ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติแล้วหรือยัง…

26 August 2013 vvkhxng

ยุคสมัยที่คนรถราเต็มเมืองซะขนาดนี้ ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าสังคมคนปั่นจักรยานจะอยู่ยั้งยืนยง หนังสือเล่มนี้ จะพาคุณไปรู้จักกับวิถีชีวิตของมนุษย์ที่ปั่นจักรยานในเมืองกรุงให้คุณได้รู้ทุกซอกทุกหลืบ กับหนังสือ SPIN! โดยนักเขียนการ์ตูนคนดังในโลก Social Network นามปากกาว่า ภูภู่ ( +phuphu phuphuphu )ปั่น ปั่น ปั่นไปด้วยใจมุ่งมั่น!หนังสือ SPIN! เป็นเรื่องราวของพี่ภูภู่ในการใช้ชีวิตเดินทางไปทำงานและไปสถานที่ต่างๆ ด้วยจักรยานในเมืองหลวงของประเทศไทย เริ่มต้นด้วยปัญหาว่าทำไมต้องปั่น ปั่นทำไม แล้วได้อะไร เจออะไรบ้าง สำนวนการเขียนนั้นถือว่าสนุกและน่าติดตาอยู่ครับ ตอนแรกก็คิดว่าพี่เค้าคงทำเป็นการ์ตูนแหงๆ แต่เปล่าเลย เหมือนนิยายแจ่มใสที่มีเนื้อเรื่องสลับกับการ์ตูน ซึ่งฮาทั้งสองแบบ การเล่าเรื่องจะเน้นประสบการณ์ปนมุกฮาๆ แทรกเข้าไป ส่วนการ์ตูนก็จะเน้นฮาไปเลยใครที่ยังไม่ได้ลองเปิดอ่านก็คงจะคิดว่าเป็นหนังสือเล่าเรื่องของคนปั่นจักรยานเฉยๆ แล้วก็รณรงค์ละมั้ง เปล่าเลยครับ SPIN! นั้นแนะนำท่านให้รู้จักเลือกจักรยาน การบำรุงรักษา การดูแลมันเมื่อต้องเอาไปจอดในสถานที่ที่อาจจะโดนขโมย รวมไปถึงเทคนิคการปั่นบนเมืองหลวงอย่างไรไม่ให้โดนเชี่ยวชนอีกด้วย (ฮา)ตอนแรกก็ไม่คิดว่าพี่ภูภู่จะเล่าเรื่องออกมาได้สนุกมาก ช่วงไหนดราม่าก็ทำเอาเศร้าตามไปด้วยเลยโดยเฉพาะช่วงที่จักรยานของพี่ภูภู่หาย เราก็เอาใจช่วยอยากให้มันกลับมา (ส่วนกลับมาหรือไม่ ไม่สปอยด์ดีกว่า อิอิ)หลังอ่านจบ : อยากกลับไปปั่นจักรยานมากถึงมากที่สุด ตอนเด็กไปเรียนก็จะปั่นจักรยานจากบ้านไปจอดไว้ที่หน้าปากซอยแล้วต่อรถไป พอขึ้นม.ปลายมันเป็นเรื่องปกติของเด็กวัยกำลังโตว่า ปั่นจักรยานแม่งเชยวะ อายเพื่อน อายคนอื่นชะมัด แล้วก็เห็นเพื่อนอีกคนก็ขับมอไซต์ตัดหน้าไป เคยคิดจะขอที่บ้านขับมอไซต์ไป แต่ก็อดตามเคย ด้วยอะไรหลายๆ อย่างนั่นแหละ แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยก็กลับมาปั่นบ้างไม่ปั่นบ้างจากหอไปคณะหรือไปที่อื่นๆ จักรยานก็ยืมของคุณ +Phachara Ditsara (กราบขอบพระคุณที่ให้ยืมจักรยานมาปั่นเล่นตอนอยู่ม.มา ณ ที่นี้นะครับ) ซึ่งพอเราโตแล้วเราก็คิดเสมอว่า ปั่นจักรยานมันสนุกนะ ได้ปั่นไปเจอบรรยากาศใหม่ๆ ยกขึ้นฟุตบาท หรือปั่นข้ามตึกโดยที่มอไซต์ทำไม่ได้ แล้วไม่รู้สึกว่ามันเชยเลยแม้แต่นอน แถมได้เยอะเย้ยพวกรถติดหรือพวกที่มาสายอีกตะหาก (แอบเลว ฮ่าๆ) ทั้งหมดทั้งมวลนี้ มันถูกกลั่นออกมาจากความรู้สึกเมื่ออ่าน SPIN! จบ ผมรู้สึกว่าถ้าต้องทำงานในกรุงเทพจริงๆ ผมก็จะปั่นจักรยาน หรือเดินเอาดีกว่า ประหยัดเงิน ได้ออกกำลังแถมไม่ต้องเจอการจราจรที่มันน่าปวดหัวด้วยหากกำลังหาแรงบันดาลใจในการปั่นจักรยานหรืออยากรู้ว่าคนเมืองเค้าปั่นจักรยานอย่างไร SPIN! เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ผู้เขียนกลั่นเรื่องราวจากประสบการณ์จริงมาอธิบายให้ผู้อ่านได้เข้าใจกันอย่างสนุกสนานของแท้ ไม่ใช่แค่ได้เรื่องการปั่นจักรยาน แต่คุณยังได้ข้อคิดจากการปั่นให้ชีวิตคุณได้เดินหน้าต่อไปอย่างมีความสุขอีกด้วยครับหนังสือ : SPIN!ผู้เขียน : ภูภู่สำนักพิมพ์ : a bookปีที่พิมพ์ : 25556

25 August 2013 vvkhxng

อยู่ๆ ก็มาหวนคำนึงถึงรายการ Reality ชื่อดังสมัยพระเจ้าเหา (ปี 2548) อย่าง Big Brother Thailand เป็นรายการ Reality ที่แหวกแนวและนำร่องรายการ Reality ทุกประเภทเลยก็ว่าได้ รูปแบบรายการจะนำผู้เข้าแข่งขัน 12 คนมาอยู่ในบ้านหลังหนึ่งร่วมกัน 100 วัน ไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก แล้วก็ให้ผู้ชมจับตาดูพฤติกรรมของคนในบ้านได้ตลอด 24 ชั่วโมง (เหมือนกับ AF นั่นแหละ แต่ไม่มีประกวดร้องเพลงแค่นั้นเอง) ทีนี้ถ้าจับเอามาอยู่ด้วยกันเฉยๆ มันก็น่าเบื่อไป เค้าก็เลยจะมีภารกิจให้ทำทุกสัปดาห์ ถ้าภารกิจสำเร็จก็ได้รางวัลพิเศษไป ถ้าไม่สำเร็จก็โดนลงโทษ (กลายๆ ว่าพวกแกต้องทำให้สำเร็จนะเฟ้ย) แล้วก็จะมีเสียงลึกลับที่รายการเรียกว่า Big Brother ทำหน้าที่ติดต่อกับคนในบ้านทั้งหมด ส่วนวิธีการออกจากบ้านก็คือคนในบ้านจะเข้าห้องเปิดใจเพื่อโหวตก่อนว่า อยากให้ใคร 2 คนออกจากบ้าน พอได้คะแนนมาก็จะให้ผู้ชมได้โหวตว่าระหว่าง 2 คนนี้ อยากให้ใครอยู่ต่อ พอเหลือสามคนสุดท้ายก็โหวตหาคนชนะใจผู้ชม ก็ได้รางวัลอันมหาศาลไป (เยอะจริงๆ นะสมัยนั้น ทั้งวเงิน ทั้งบ้าน ทั้งรถ) โดยการถ่ายทอดสด 24 ชั่วโมงตอนนั้นจะฉายอยู่ที่ช่องของ UBC (หรือ True Visions สมัยนี้) และในเว็บไซต์ของเค้ารวมถึงสปอนเซอร์สองเว็บน่าจะได้ ส่วนตอนประกาศผล ก็จะไปเล่นที่ช่อง ITV ถ่ายทอดสดหนึ่งชั่วโมงเหมือนกัน ซึ่งเป็นผลพลอยได้ของ ITV เลยที่จะนำเสนอข่าวหรือมีความเคลื่อนไหวอะไรก็ตาม ITV ก็จะรายงานออกมาจากรายการข่าวเลย คือมันดังมานะในสมัยนั้น ทั้งหมดทั้งมวลนี่คือเวอร์ชั่นของไทย ยังถือว่าเบบี๋ๆ นะครับตอนนั้นยอมรับว่าติ๊งติ่งรายการนี้มาก มันจะมีหนังสือออกมาขายด้วย แบบรวมประวัติของผู้เข้าแข่งขันเราก็ซื้อมาอ่านๆๆๆ พอเบื่อก็ให้เพื่อนเอาไปขีดๆ เขียนๆ เล่น (ฮ่าๆๆ) แล้วพอดีสัญญาณเคเบิ้ลแถวบ้านมันดันติดที่บ้านซะงั้น ก็เลยได้ดูแบบถ่ายทอดสด 24 ชั่วโมงเกือบทุกวัน แต่บอกตรงๆ นะ ไม่เคยโหวตให้ใครซักครั้ง เพราะกลัวพ่อกับแม่ด่า ตอนนั้นยังไม่มีมือถือ (ถึงจะมีโทรศัพท์บ้านที่กด 1900 ได้ก็เถอะ) อีกอย่างที่ไม่โหวตเพราะไม่เชียร์ใครคนใดคนหนึ่งเลยตอนนั้นถ้าหากได้ไปดูเวอร์ชั่นของต่างประเทศ รวมถึงเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างประเทศเนเธอแลนด์ เค้าจะเน้นการใช้ชีวิตของเค้าแท้ๆ เลย คือถ้าพวกแกจะมีชิกกะหล่ำปัมปั้มกันในบ้านก็ไม่ว่า ข้าก็มีถุงยางไว้บริการด้วย…

24 August 2013 vvkhxng

เป็นธรรมเนียมของเด็กฝึกงานที่ต้องมาเขียนบล็อกเพื่อบอกถึงประสบการณ์ชีวิตในการฝึกงาน จริงๆ มันน่าจะมี EP 0 ก่อนซะด้วยซ้ำ แต่ไม่ทันละ เพราะนี่ก็ทำงานมาครบอาทิตย์พอดี งั้นก็ขอรวบยอดเป็น เกริ่นนำและสัปดาห์ที่ 1 ไปทีเดียวเลยละกันนะครับเกริ่นนำผมเลือกมาฝึกงานอยู่ที่ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ NECTEC ซึ่งอยู่ในส่วนของห้องปฏิบัติการวิจัยสื่อประสม (DMI) ที่จังหวัดปทุมธานี ครับ เหตุผลเพียงเพราะ มันอยู่ชายขอบความเป็นคนเมืองและอยากลองทำงานใน Lab ของราชการว่าเค้าทำงานกันอย่างไร เพราะชื่อ NECTEC นี่เลื่องชื่อลือชามานาน โดยต้องขอบพระคุณพี่ +Sitdhibong Laokok มา ณ ที่นี้นะครับ ที่ช่วยประสานงานเรื่องการฝึกงานให้ผม :Dสัปดาห์ที่ 1วันแรกของการทำงานก็โชคดีเลย ออกมาดูงานนอกสถานที่ที่จัตุรัสวิทยาศาสตร์ (จามจุรีสแควร์) แถมหัวหน้าแลปเลี้ยงข้าวด้วย เฮ วันนั้นทั้งวันเลยรับขอบเขตของงานที่ทำมาแบบงูๆ ปลาๆวันที่สองพี่เลี้ยงไม่มาแลปครับ วันนั้นยอมรับว่าอู้ช่วงเช้ามาก แอบงีบไปครึ่งชั่วโมง ขอโทษค๊าบ -/-วันที่สามกับสี่ก็พยายามรวบรวมข้อมูลที่จะใช้ในการทำโปรเจค ยังขอไม่พูดถึงโปรเจคที่จะทำนะครับ พอดีมันยังไม่ละเอียดพอที่จะอธิบายวันที่ห้า มีเด็กฝึกงานจากต่างประเทศญี่ปุ่นชื่อ นานามิจัง ซึ่งอายุ 23 ปี เป็นพี่เราเลยแหละ ตอนแรกก็เกร็งๆ ว่าจะคุยกับเค้ารู้เรื่องมั้ย คือไอ้เรื่องภาษาอังกฤษผมก็ง่อยพอตัวแล้ว เค้าก็พอพูดได้ ขนาดผมถามเค้าว่า “ฮาว โอล อาร์ ยู ?” คำว่า โอล มันคงเป็นอุปสรรค เค้าตอบกลับมาว่า “ไอ แอม ไฟน์” ผมก็ถามซ้ำไปอีกรอบด้วยสำเนียงเดิม เค้าก็ยังทวนคำตอบเดิม พอสะกดคำว่า โอล (old) ให้เค้าฟัง เค้าถึงอ๋อว่าถามอายุ – -” ช่วงเดินกลับตึกก็เลยงัดไม้ตายที่มีเลย ผมบอกเค้าว่า “I like Perfume J-Pop very much” ตอนแรกเค้าก็ก่งก้งไปซักแปบ พอบอกว่าวง Perfume อะ โอ้โห่ เจ๊นานามิจัดเต็มเลย ชวนผมคุยไม่หยุด ถามหมดว่าชอบเพลงไหน ร้องได้หรือเปล่า เต้นได้มั้ย วันนั้นก็ทำให้พอสนิทกับพี่นานามิได้มากขึ้น อ้อ ผมได้สอนภาษาไทยให้เค้าไปด้วยนะ คำว่า “พี่สาว” เพราะเค้าคือพี่ไง ฮ่าๆเมื่อวันที่สองถึงสี่นี่กะเวลาตื่นผิดไปเยอะ…

14 August 2013 vvkhxng

เลยวันแม่มานานแสนนาน ปกติทุกปีผมจะส่งไปรษณียบัตรให้แม่ตลอด มีปีนี้ที่เจอสถานการณ์งานรุมจนไม่มีเวลาส่งให้แม่จนได้ แต่ก็คิดว่าย้ายที่ทำงานก็จะส่งให้แม่เหมือนเดิม ทีนี้ขอเล่าสั้นๆ ก่อนว่า แม่คุยว่าอยากได้มือถือใหม่มานานแล้วเพราะอีเครื่องเก่ามันก็เริ่มแย่ (ย้อนไปอ่านได้ที่ จับผิดมือถือจีน ) แล้วหลังๆ ท่านก็เริ่มติดทั้ง Facebook ทั้ง Line (ฮา) แม่โทรมาบอกว่าสนใจเจ้า Acer Liquid Z3 ที่ AIS มากๆ เห็นมีโปรโน่นนี่นั่น เราก็ว่าเออดีเหมือนกัน ถูกแถมสเปคแรง แต่หน้าจอมันก็เล็กไปหน่อย เมื่อวานก็เลยไปซื้อกับแม่ แล้วปรากฏว่าคนที่ AIS Shop เยอะมากกก ไปถามที่ Telewiz ก็ไม่มีเลย เครื่องหมดเกลี้ยง แม่ไม่รอก็เลยถอดใจไม่เอาแล้ว วันนี้เป็นอันดีเลยแอบแม่ไปซื้อมาให้เป็นของขวัญวันแม่ซะเลย อิอิ โอเคแพล่มมานาน ไปดูกันว่ารีวิวลวกๆ ของผมในแง่ของผู้ใช้วัย 50 อัพจะเป็นยังไงAcer Liquid Z3 สำหรับเรื่องสเปค ถ้าพูดคร่าวๆ ผมว่ามันโคตรแรงเลยนะในราคาเบาๆ แค่ 2,590 บาท แถมใส่ได้ตั้ง 2 ซิม ใส่ SD Card เพิ่มได้อีกตะหาก! หน้าจอมีขนาด 3.5 นิ้ว (สำหรับผมเล็กโคตร! สำหรับแม่บอกกำลังดี แต่ตัวเล็กไปนิด) ให้ Android 4.2.2 Jelly Bean มาติดเครื่องเร็วปรู๊ดปร๊าด กล้องหลัง 3 ล้านพิกเซล ไม่มีกล้องหน้า แต่มี LED Notification ทดลองโทรเข้าออกเสียงใช้ได้เลยครับ  สำหรับสิ่งที่ AIS ให้มาก็จะมีที่ชาร์ท (เป็นหัวชาร์ท+สาย) Cover ปิดหน้าจอซึ่งติดกับเครื่องเลยแกะไม่ได้ (แม่ชอบ ผมไม่ชอบ) ซิม AIS 3G แบบเติมเงิน หรือ 12Call นั่นเอง ละก็ขาดไม่ได้ ตัวเครื่อง Acer Liquid Z3 นั่นเอง (ไม่มี…