Monthly Archives

April 2013

Social Network

[กรณีศึกษา] เปลี่ยนข้อความให้เป็นภาพ = Like ?


เรื่องของเรื่องเกิดจาก เมื่อวานนี้ (22 เมษายน) อยู่ๆ เกิดเหตุการณ์ของนักเล่น Twitter (บางส่วน) ปะทะ เจ้าของ Facebook Pages ชื่อดังจนทำให้เกิดกระแสที่วิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ มากมายบน Twitter ในช่วงนั้นเลยทีเดียว


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้นจะไม่ขอพูดถึงละกัน จะขอโฟกัสเรื่อง “การเป็นเซเล็บยังไง ให้ดังเร็ว”  ปัจจุบันมันก็มีวิธีเยอะแยะมากมายที่คุณสามารถเป็นเซเล็บบนโลกออนไลน์ได้ง่ายๆ (เซเล็บ ในที่นี้คือ การเป็นคนดังในสังคม อย่างเซเล็บออนไลน์ ก็จะรู้จักกันในหมู่สังคมออนไลน์) เรามาโฟกัสให้ลึกเข้าไปอีกนิดนึงกับการเป็นเซเล็บด้วยวิธี “คัดลอกข้อความของคนอื่นมาแปะใส่ Note เพิ่ม Filter นิดหน่อย ใส่ชื่อเจ้าของข้อความด้วย font 8pt แต่ใส่ชื่อเพจตัวเองเบ้อเร้อ แล้วอัพขึ้น Facebook Page” โดยรวมขอเรียกอาการนี้ว่า “พวกขี้ก๊อปแลก Like”
คำถามที่เกิดขึ้นคือ ทำไมถึงไปเรียกเขาว่า “พวกขี้ก๊อปแลก Like” เราย้อนมาดูกันก่อนว่า การให้เกียรติแก่ข้อความเจ้าของนั้นๆ หากเราอ่านหนังสือมากๆ จะเจอกับการอ้างอิงข้อความอยู่หลายแบบ ซึ่งหากเป็นการอ้างอิงข้อความในอินเตอร์เน็ท เมื่อคัดลอกข้อความเสร็จ ต้องทำการอ้างอิงจากลิ้งค์นั้นโดยตรง พร้อมเจ้าของบทความ ทีนี้มาดูการอ้างอิงข้อความใน Twitter บ้าง ถ้าหากเป็นการอ้างอิงข้อความใน Twitter นั้นๆ ลงในเว็บไซต์ของเรา Twitter  ก็มีคำสั่งให้เรา Embed ข้อความนั้นๆ ลงไปในเว็บ ทำให้ไม่ต้องอ้างอิงอะไรอีก เช่น

ตรรกะ กลัวโดนก็อปทวีตก็อย่าทวีตสิ จดลงไดอารี่เอา ก็เหมือน กลัวโดนขโมยมือถือก็อย่าใช้ ส่งจดหมายเอา กลัวโจรขึ้นบ้านก็อย่ามีบ้าน นอนข้างถนนเอา
— เด็กหญิงปอหอ(@topazine) April 22, 2013

ทีนี้ การคัดลอกข้อความในบาง Facebook Page ที่เกิดขึ้น มันเหมือนการไป Ctrl+C แล้วก็ Ctrl+V ของคนอื่นมาโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วก็เอามาดัดแปลงนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็เซฟเป็นภาพ ถามว่า ในเมื่อเค้าใส่เครดิตเจ้าของข้อความให้ในภาพนั้นๆ แล้ว ทำไมไปเรียกว่าก๊อปอีก คำตอบคือ การใส่ # ตามด้วยชื่อ Twitter ไม่ถือว่าเป็นการอ้างอิงนะครับ ถึงแม้จะใส่ @ ก็ตาม แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีกว่า @ นี่มาจากเว็บไหน ตัวอย่างเช่น


กรณีที่ร้ายกว่าคือ ให้เครดิตแล้ว ตัวก็ใหญ่พอสมควร แต่… ก็ยังจะมีการใส่ชื่อ Social Network ของตัวเองเข้าไปในภาพด้วย นอกจากนั้นภาพจะโดนแชร์เยอะแล้ว เจ้าของเพจก็ได้ประโยชน์ทางลัดกันเลยทีเดียว ซึ่งข้ามหัวไปเลยว่า ใครคือเจ้าของข้อความนั้นๆ

เครดิต : เพจกูมาก๊อป
กรณีที่ร้ายที่สุดคือ Fanpage พวกนั้น ขายของด้วย สรุป ไปเอาข้อความคนอื่นเค้ามาช่วยเรียกลูกค้าเข้าเพจ แถมได้ Like อีกตะหาก Win Win ทั้งเจ้าของและคนกด Like คน Share แต่ Lose ในแง่เจ้าของข้อความ


จริงๆ เรื่องมันผิดตั้งแต่การนำข้อความเหล่านั้นมาทำให้มันกลายเป็นภาพแล้วละครับ การทำแบบนั้น มันเหมือนเป็นการสร้างสรรค์งานของตัวเองขึ้นมาโดยไปหยิบองค์ประกอบของคนอื่นมาโดยไม่ได้รับอนุญาตนั่นเอง เพื่อให้เรื่องนี้เข้าใจมากขึ้น ผมขอเชิญคุณฮัสกี้ (@JokerDeZ) เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงมาอธิบายเรื่องนี้เป็นการ์ตูนอย่างให้เข้าใจนะครับ

น่าจะพอเข้าใจแล้วนะครับว่า ทำไมการนำข้อความมาเปลี่ยนเป็นภาพถึงเป็นเรื่องที่หลายๆ คนใน Twitter ถึงไม่ค่อยสบอารมณ์กับเหตุการณ์แบบนี้ ถึงจะมีคนมาเปรียบว่า “ถ้าไม่ชอบให้ก๊อป ก็อย่าเล่นเลย” แล้วถ้าถามกลับไปว่า “เราก็เล่นอยู่ของเราดีๆ แล้วคุณก็เอาไปซะดื้อๆ สรุปผิดที่เราเล่นหรือ” แม้ข้อความเหล่านี้เป็นสาธารณะ แต่ก็ไมไ่ด้ความหมายไม่มีเจ้าของนะครับ แล้วถามบอกว่า “ทำไมเราสามารถเอาข้อความในหนังสือมาแชร์ได้ แต่ข้อความบน Twitter ทำไมถึงเอามาแชร์แบบนี้ไม่ได้” ความหมายต่างกันครับ หนังสือคือการเผยแพร่อยู่แล้ว เราสามารถนำข้อความพวกนั้นมาใช้เพียงแค่อ้างอิง แต่ข้อความใน Twitter มันไม่ได้มีการเผยแพร่เป็นหนังสือ ฉะนั้น เหตุการณ์นี้ จึงอยากให้เป็นเรื่องที่อยากให้ทุกๆ คนทั้ง Twitter และ Facebook User ทั้ง 2 ฝ่าย ได้ลองคิดกันดูว่า เรื่องแบบนี้ควรจะมีทางแก้ไขได้อย่างไร ผมขอเสนอวิธีแก้ไขปัญหานี้คร่าวๆ คือ หากคนใน Facebook ชอบข้อความของคนใน Twitter ให้คุณ Capture ทวีตนั้นๆ มาเลย โดยไม่มีการดัดแปลงหรือแก้ไขอะไรทั้งสิ้น เช่น


ก็จะทำให้ครบทั้งเวลา ข้อความและเจ้าของอีกด้วย ส่วนเรื่องการนำข้อความของผู้อื่นไปหา Like หรือหาเงินนั้น ถือว่าเป็นดุลพินิจของคนที่นำไปใช้นะครับ ต้องคิดหลายๆ มุมว่า คุณได้ผลประโยชน์จากชิ้นส่วนของคนอื่นโดยที่เค้าไม่ได้เงินเลยนั้น มันเป็นเรื่องที่สมควรหรือไม่ในสังคมออนไลน์แห่งนี้ ฉะนั้น หยุดการเป็น “พวกขี้ก๊อปแลก Like” เถอะครับ สังคมนี้จะได้ไม่มีดราม่าให้จ่าพิชิตเขียนอีก 😛

ฝากไว้ให้ได้คิด

ขอมอบทวิตภาพดีเด่นให้กับคุณ @lonccz กับภาพที่ว่า…

เครดิต : https://twitter.com/lonccz/status/326608160511102976 

No Comments
Review

ปฏิบัติการจับไต๋ Samsung จีนแดงกลางดึก!


เมื่อวันที่ 15 เมษาที่ผ่านมา ญาติผมได้ให้มือถือกับแม่มาเครื่องนึง ตอนเห็นครั้งแรกแล้วว้าวเลยเพราะมันคือ Samsung Galaxy S2 !! ตอนแรกมีความคิดเลยว่า จะรูทแล้วอัพเครื่องให้แม่ให้เรียบร้อยเลย  เพราะมันมาเป็นรุ่น Android 2.3 แต่แล้วความลับบางสิ่งก็ถูกเปิดเผย…


ปฏิบัติการจับผิด Samsung จีนแดงครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจาก @BehemortHz และ @iPlugz เอาละ มาดูกันดีกว่า เจ้ามือถือจีนแดงเครื่องที่ได้มา มันเนียนขนาดไหน

1. ข้างกล่องไม่มี IMEI Number หรือสติ๊กเกอร์อะไรเลย และไม่มีแม้แต่โลโก้ของ Samsung เอง

@vvkungz @behemorthz กล่อง S2 twitter.com/iPlugz/status/…
— Plug Plug Plug(@iPlugz) April 15, 2013

@iplugz @behemorthz S2 จีนแดง 55555 twitter.com/vVkungz/status…
— VVKЦПGZ_φ(□□ヘ) (@vVkungz) April 15, 2013


2. ตัวเครื่องไม่มีแอพของ Samsung เลยซักแอพเดียว

@vvkungz ถ้าไม่เจอแอพ Samsung บนรอมก็ชัวร์แล้วละ
— Plug Plug Plug(@iPlugz) April 15, 2013


3. ไม่สามารถอัพเดท Android ได้เพราะมันไม่มีให้อัพเดท

สามข้อแรกอาจจะเป็นเรื่องของการมองทางกายภาพ แต่ข้อต่อไปนี้ ทำให้พวกเราที่ทำการจับผิดกันขำกร๊ากเลย

4. โหลด Kies (โปรแกรมจัดการมือถือของ Samsung) เพื่อจะอัพให้มัน แต่… พอเสียบแล้ว มันไม่สามารถหา Driver เจอ

5. เลยลองเอาโปรแกรม ADT Android มาลง Driver ผลปรากฎคือ มี Manufactor เป็น HTC (เงิบเลย)

@iplugz @behemorthz ถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถ twitter.com/vVkungz/status…
— VVKЦПGZ_φ(□□ヘ) (@vVkungz) April 15, 2013


เท่านั้นแหละครับ บางอ้อกันทุกคนว่า มันคือ Samsung จีนแดง import จากสิงคโปร์เลยทีเดียว แต่ลองใช้เครื่องแล้ว ถือว่าแรงกว่า Android บางเครื่องอีกนะครับ ไม่รู้ทำไม (ฮ่าๆ) ยังไงเวลาซื้อมือถือกันตามชายแดนก็โปรดระวังกันนิดนึงนะครับ ไม่งั้นอาจจะได้ iPhone ในรูปของ Android มาใช้แน่ๆ 😛

ภาพประกอบตัวเครื่องเพิ่มเติม


No Comments
Social Network

หมัดต่อหมัด Sticker ระหว่าง Line และ FB Messenger


จากการอัพเดทของ Facebook Messenger ใน iOS ที่ผ่านมา มี Feature นึงที่ออกมาชนกับ IM Chat บน Smart Phone เจ้าดังอย่าง Line นั่นคือ Sticker นั่นเอง วันนี้เลยอยากมาเล่าถึงทิศทางที่มันจะเป็นไปของทั้งสองเจ้าในความคิดของผมเองให้อ่านกันครับ :3

จริงๆ การส่ง Sticker บน IM Chat นั้น มันมีอยู่หลายแอพมากที่เค้าทำกัน ซึ่งจริงๆ น่าจะเริ่มต้นจาก KaKaoTalk แอพ IM ของฝั่งเกาหลีใต้ ซึ่งมันได้รับความนิยมในเฉพาะประเทศและเฉพาะกลุ่ม อีกอย่าง Sticker ก็ไม่ได้มีความหวือหวาหรือน่ารักอะไรเท่าที่ควร ต่อมา Line เข้ามาตีตลาดของ IM Chat บนมือถือเกือบทั้งโลก (แต่ผลตอบรับจริงๆ ก็กระจุกกลุ่มผู้ใช้อยู่ดี) ทีนี้จะขอพูดในฝั่งของประเทศไทยอย่างเดียวละกัน

การเข้ามาของ Line ในกลุ่มผู้ใช้มือถือนั้น เหตุที่มันดังมากๆ ในประเทศไทย คงเป็นเพราะการใช้งานสะดวก ง่ายและดูมีอะไรที่มันน่าเล่นลงไปเรื่อย ซึ่งแต่ก่อนมันได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้ Android มาก่อน ต่อมาเริ่มมีการพอร์ทลง iOS  ก็ทำให้เกิดตลาดทางธุรกิจแล้วก็ทำให้ Line กลายเป็นความต้องการต้นๆ ที่ธุรกิจส่วนใหญ่อยากเข้าลงทุนเพราะมี Sticker ให้ผู้ใช้ได้โหลดไปฟรีๆ แต่ติดแบรนด์นั่นเอง

สำหรับ Sticker ใน Line นั้น มีมากมายหลายลายจากทั่วโลก ในประเทศไทยก็มีอยู่ลายนึงนั่นคือน้องมะม่วงนั่นเอง เป็นฝีมือคนไทยวาด แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ใช้หลายคนตรึงใจกับการใช้ ผมว่าน่าจะเป็น Sticker ลายลิขสิทธิ์การ์ตูนแท้ๆ เช่น Hello Kitty , Doraemon หรือชินจัง อีกทั้งการ์ตูนพวกนี้ก็เป็นที่รู้จักในหมู่คนไทยอยู่แล้ว ทำให้ไม่ยากที่จะล่อลวงเงินในกระเป๋าของผู้ใช้ Line ไปได้อีกมาก


ต่อมา Facebook Messenger ได้ออกอัพเดทให้กับ iOS (ไม่ขอพูดถึง Android เพราะ Facebook ยังไม่ยอมให้เปิดใช้) การที่ให้ iOS ได้ใช้ก่อนเพราะ Messenger ของ Android สามารถปล่อยให้ Chat Heads ล่องลอยอยู่ไหนก็ได้บนมือถือ แต่ iOS ทำไม่ได้ ซึ่ง Facebook ก็แก้เกมโดยการให้มันลอยอยู่ใน Facebook แอพตัวเอง แล้วเพิ่ม Feature อันน่าสะพรึงเข้าไปนั่นคือ Sticker เช่นกัน จากการดูใน Store พบว่า Sticker เบื้องต้นยังมีไม่มากนัก แต่ก็ทำให้ผู้ใช้หลายคนชอบใจเพราะ Sticker ที่สามารถขยับได้ (แต่ก็ขยับใน iOS อยู่ดี)

ทีนี้มาดูบทวิเคราะห์ของผมกัน ผมก็คือผู้ใช้คนนึงที่ใช้มันทั้งสองอย่าง แต่ถามว่า เมื่อ Social Network เจ้าใหญ่อย่าง Facebook ออกมากล้าชนกับ Line ผู้ที่ยังไม่สามารถเจาะได้ทุกตลาด โอกาสที่ Facebook อาจจะดังมีสูงเพราะผู้ใช้ไม่ต้องสมัครอะไรให้ซ้ำซ้อนอีก ก็เพียงล่อให้ผู้ใช้มาใช้ Facebook บนมือถือเยอะๆ แล้วก็เพิ่มตลาด Sticker เข้าไปเหมือนกับที่ Line ทำ แต่สิ่งที่ Facebook ไม่มีความเหนือกว่าคือ ลายต่างๆ บนร้านนั่นเอง เพราะ Line นั้นถือครองสิทธิ์ในตลาดญี่ปุ่นมาก ทำให้ลายการ์ตูนลิขสิทธิ์อาจจะตกไปอยู่กับ Line ทั้งหมด Facebook อาจต้องแก้เกมโดยการเชิญชวนนักสร้าง Sticker เข้ามาร่วมลงทุนในตลาดนี้ แต่อาจจะยาก เพราะส่วนใหญ่ก็ไปลงทุนกับ Line เกือบหมด (รวมทั้งตลาดธุรกิจต่างๆ ที่ยังเข้าไปร่วมกับ Line) ทีนี้มาดูฝั่งประเทศไทย ผู้ใช้อาจจะชอบใจในช่วงแรก เพราะมันเป็น Feature ใหม่ที่เพิ่งเข้ามา แต่ถ้า Sticker ของ Facebook ยังไม่มีความหวือหวาพอ ก็ไม่สามารถจะตีตลาดไทยได้เพราะ ผู้ใช้ส่วนใหญ่ชอบ Sticker ที่มีความน่ารัก มีคาร์แรกเตอร์หลากหลายและสามารถเลือกใช้ได้อย่างไม่รู้จักมากมาย รวมถึงการเล่น Line ก็ดูไม่ยุ่งยากเหมือนแต่ก่อน ก็อาจจะทำให้ตลาดในไทย Line ก็ยังเป็นผู้นำอยู่ดี

เราต้องรอดูต่อไปว่า เมื่อ Facebook ปล่อยลง Android เมื่อไหร่ ทิศทางของ IM 2 เจ้านี้จะเป็นอย่างไร เพราะถ้า Facebook สามารถเอาลายสติ๊กเกอร์ที่เจ็บกว่า Line ออกมาได้ ตลาดของ IM 2 เจ้านี้ในประเทศไทยคงจะมีความนสนุกมากขึ้นแน่นอน
No Comments
Social Network

รวม Commands เจ๋งๆ ใน Google+ Hangout


ใครที่ใช้ Google+ Hangout อาจจะยังไม่ทราบว่ามันมี Command ให้เราได้ใช้ด้วยการพิมพ์มากมาย ซึง่คุณไม่จำเป็นต้องไปกดอะไรให้เสียเวลา ไปดูกันดีกว่ามีคำสั่งอะไรให้เราเลือกใช้ระหว่าง Hangout กับเพื่อนๆ ได้บ้าง


สำหรับการใช้คำสั่งต่างๆ บน Google+ Hangout นั้น สามารถใช้ได้โดยการเปิดกล่อง Chat ขึ้นมา (อยู่เมนูด้านซ้าย รูปที่ 2 นับจากด้านบน) จากนั้นจะมีกล่อง Group Chat ออกมา ให้พิมพ์ว่า /? หรือ /help จะพบกับคำสั่งดังต่อไปนี้ครับ



/to หรือ /msg [ชื่อ user] [ข้อความ] – เป็นการส่งข้อความส่วนตัวไปหาผู้ใช้คนๆ นั้น
/shortcuts – ดูคีย์ลัดต่างๆ ที่ใช้บนคีย์บอร์ด (จะอธิบายให้ละเอียดอีกทีด้านล่าง)
/help หรือ /? – ดูคำสั่งที่สามารถใช้ได้
/goto [ชื่อ user] – เปิดหน้าข้อมูลส่วนตัวใน G+ ของผู้ใช้ที่เราต้องการ
/mute – ปิดเสียงไมค์
/unmute – เปิดเสียงไมค์
/vmute – ปิดกล้อง
/unvmunt – เปิดกล้อง
/topic [ชื่อหัวข้อ] เปลี่ยนชื่อหัวข้อของห้อง Hangout
/users – แสดงรายชื่อทั้งหมดในห้อง

โดยการใช้คำสั่งต่างๆ ให้พิมพ์ลงในช่อง Chat ของ Hangout ได้เลย แต่ความน่าสนใจมันอยู่ในคีย์ลัดบนคีย์บอร์ดนี่แหละครับ ซึ่งมีคำสั่งมากมายดังต่อไปนี้


สำหรับคีย์ลัดบน OSX
สำหรับคีย์ลัดบน Windows

ถ้าสังเกตุดีๆ จะมีคำสั่ง Filmstrip ที่จะมีค่าเปลี่ยนไป กล่าวคือมันจะขึ้นมาตามจำนวนผู้ใช้ เช่นมี 2 คน ก็จะมีคีย์ลัดสร้างมา 2 อันเพื่อเอาไว้เปิดเมนูพวกกล้องและไมค์ของหน้าจอคนที่เราจะโฟกัสนั่นเอง ส่วนคำสั่งอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรมาก เปิดปิดไมค์ เปิดปิดกล่องแชท หากสงสัยอยากดูคีย์ลัดก็กด ? บนคีย์บอร์ด ก็จะมีหน้าจอนี้แสดงมาแล้ว ซึ่งคิดว่าคีย์ลัดพวกนี้ คงทำให้สะดวกต่อการ Hangout กับเพื่อนๆ มากขึ้นนะครับ 🙂 

No Comments
Social Network

รำลึกความหลังกับวิดีโอเทปกับ Tape Mode ใน Youtube


สมัยก่อน คุณยังได้มั้ยว่าจะดูวิดีโอย้อนหลังต้องทำยังไง ? ใช่แล้วครับ ผมกำลังพูดถึงเจ้า Video Recording นั่นเอง เหตุผลที่เกริ่นนำเจ้า VRC ก่อน เพราะ้เมื่อ 15 เมษายนที่ผ่านมา Youtube ได้ปล่อยของเล่นใหม่ผ่าน Google+ อย่าง Tape Mode ลงใน Youtube ซึ่งมันเกี่ยวกันยังไง ไปดูกัน :3


สำหรับเจ้า Tape Mode  ใน Youtube นั้น เป็นการฉลองวันเกิด 57 ปีให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อายุรุ่นพ่ออย่าง Video Recording หรือรู้จักกันในภาษาไทยว่า เครื่องอัดเทปวิดีโอ ที่หลายๆ คนน่าจะเคยได้สัมผัสกันมาแล้ว โดย Tape Mode นี้ เมื่อเราเลือก Enable Tape Mode (ซึ่งใครอยากลองเล่น ให้มองหารูป Tape Mode ที่มุมขวาของวิดีโอ) แล้วจากนั้นคลิปที่เราดูจะกลายเป็นภาพแบบ VHS  (เป็นรูปแบบสัญญาณในโทรทัศน์ประเภทหนึ่ง ลักษณะเด่นคือภาพจะซ่าๆ เป็นเส้นๆ เพราะเป็นสัญญาณอะนาล็อกนั่นเอง) ตอนนี้ที่นั่งๆ ดูส่วนใหญ่คลิปเก่าๆ จะเริ่มมีโหมดนี้ให้มารำลึกความหลังแล้วในบางวิดีโอนะครับ เพราะลองนั่งๆ ดูพวกคลิปเพลงเกาหลียังไม่มีให้เล่น แต่เพลงไทยเนี่ยเยอะแล้ว (อย่าง MV หยุดเข็มนาฬิกา…แค่นาทีเดียว ของ นิวจิ๋ว ก็เป็นละ) ส่วนความเหมือนนั้น เหมือนมากกกก ยังกับนั่งดูเทปวิดีโอสมัยก่อนเลย ชอบตรงที่กด Pause แล้ววิดีโอเป็นเส้นๆ เลย ใครอยากลองเล่นดูก็ลองค้นหาใน Youtube ดูนะครับ 🙂


ที่มา : Youtube G+

No Comments
Entertainment

[ไปดูมาแล้ว] คู่กรรม

ห่างหายจากการรีวิวหนังมานานมากกกก เพราะมานั่งคิดว่า ผมจะรีวิวไปทำไมเพราะยังไงเดี๋ยวก็มีเจ้าอื่นเค้ามารีวิวอยู่แล้ว พอดีได้ไปดูคู่กรรมมา เหตุผลเพียงแค่อยากรู้ว่า หนังมันห่วยเหมือนที่เค้าพูดๆ กันมาจริงๆ หรอ ได้คำตอบแล้วละครับ

คู่กรรม – กรรมของใคร ?

อย่างที่รู้ๆ ครับว่าคู่กรรมนั้นถูกรีเมคมาหลายรอบมาก เป็นละครโทรทัศน์ซะ 6 ครั้ง และภาพยนตร์ 4 ครั้ง (นับถึงปัจจุบันตามที่ วิกิพีเดีย บอกมาเลย) ซึ่งในปีนี้นั้น ยอมรับว่ากระแสการรีเมคหนังและละครเยอะมาก และด้วยความบังเอิญอะไรขนาดนี้ที่คู่กรรมนั้น ดันออกมาพร้อมกันปั๊งทั้งละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ ซึ่งฝั่งละครนั้นฉายทางช่อง 5 มี บี้และหนูนารับบทเป็นโกโบริและอังศุมาริน ส่วนภาพยนตร์เป็นณเดชน์และริชชี่(นักแสดงหน้าใหม่) แล้วก็ด้วยความบังเอิญรอบสอง ทำให้ไปชนหนังรายได้สามร้อยล้านไปแล้วอย่าง พี่มาก..พระโขนง ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการรีเมคใหม่ แต่เป็นการทำให้บทของหนังน่าสนใจขึ้น ทำให้คู่กรรมฉบับภาพยนตร์นั้นเจอปัญหาอย่างจังเลยทีเดียว
ไม่ขอพูดถึงเรื่องย่อของหนังนะครับ เพราะยังไงทุกคนก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าคู่กรรมนั้นมีเนื้อเรื่องอย่างไร (ซึ่งจริงๆ ผมเองก็ไม่ค่อยรู้แบบละเอียดเท่าไหร่ว่าเหตุการณ์มันเป็นยังไง) แต่การรีวิวครั้งนี้ จะขอพูดถึงเรื่องสำคัญๆ และองค์ประกอบของหนัง (ด้วยสติปัญญาที่มี) โดยไม่ขอนำไปเทียบกับเวอร์ชันอื่นๆ เด็ดขาด และขอพูดในมุมมองของคนดูหนังคนนึงละกันนะครับ
หากคุณยังจำเรื่อง 32 ธันวา, สุดเขต เสลดเป็ดและคุณนายโฮ แล้วละก็ คุณต้องรู้จักกับบริษัทหนังอย่าง M39 แน่นอน ซึ่ง คู่กรรม ในฉบับภาพยนตร์นี้ M39 เป็นคนทำครับ ฉะนั้น ไม่ต้องตกใจว่าทำไมหนังมันดูไม่เนียนบ้าง หรือทำไมมันมีลายเส้นของการทำหนังในแบบฉบับของ M39 ถ้าหากคุณจำได้ หนังของ M39 จะเน้นอะไรที่มันหลุดโลกสุดๆ ถ้าเอาตรงๆ คือ ทำหนังเพื่อให้คนพูดถึง คู่กรรมเรื่องนี้ก็เช่นกัน ผมไม่รู้ว่าเค้าต้องการสื่อสารออกมาแบบที่ผมเข้าใจหรือเปล่าว่า เค้าต้องการให้หนังของเค้าเป็นที่พูดถึง เหมือนกับ 32 ธันวา ที่เคยโด่งดังมานั่นเอง ทีนี้ผมว่าเค้ามาพลาดตรงบทของนักแสดงนี่แหละ เข้าใจว่าอยากมีพระเอกละครสุดหล่ออย่างณเดชน์มารับบทโกโบริ แต่นางเอกเป็นนางเอกหน้าใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าบทละครหรือต้นฉบับออกแบบให้อังศุมารินเป็นยังไง ถ้าเค้าออกแบบให้อังศุมารินเป็นสาวซึน ปากแข็ง พูดก็ไม่ค่อยเยอะ โอเค ผ่านแน่นอน (แต่ไม่ผ่านเวลาฉากที่ต้องหวานกับพระเอกนี่แหละ แข็งทื่อเหมือนเดิม) แต่ถ้าเค้าออกแบบมาว่าอังศุมารินต้องแสนซน เฟี้ยวฟ้าวเหมือนละคร อันนี้ตกเลยจริงๆ
สำหรับเนื้อเรื่องนั้น ในแบบฉบับ M39 เค้าจะเน้นหนังรักกุ๊กกิ๊กๆ อยู่แล้ว ตอนนั่งดูคือเห็นฉากพวกนี้เยอะมาก โดยเฉพาะ 30 นาทีแรกทีโกโบริและอั้ง อัง อัง อังศุมาลินมาเจอกัน หนังเล่นแบบหนักหน่วงมาก หนังก็ไม่ได้มีความหวือหวาอยู่แล้ว พอเอาฉากพวกนี้มาเล่น เหมือนมานั่งดูพระเอกจีบขอนไม้เลย -*- แต่เห็นฉากพวก Slow-motion ทั้งหลายนี่ไม่รู้ว่า ผกก.ตั้งใจหรือว่ายังไง แต่ละช็อตคือ ดูแล้วตลกอะ แทนที่จะซึ้งแบบ MV เกาหลีที่เดินช้าๆ กะพริบตาช้าๆ นี่กลายเป็นโดนระเบิดตู้ม ณเดชน์ตัวเบี้ยว ทำหน้าเบี้ยวๆ เฮ้อ – -” แล้วเรื่องการส่งบทตัวละคร ไม่ทั่วถึงอย่างแรง ทุกอย่างนี่ต้องขอให้โกโบริไว้ก่อน บางคนที่น่าจะมีบทพูดกลับไม่มี อย่างยายของอังศุมาลินก็น่าจะพูดไรบ้าง นี่ไม่พูดเลย หนีเข้าหลุมหลบภัยท่าเดียว หรือบางบทฟังแล้วทะแม่งๆ อย่างกับมีเสียงพากษ์มาทับซะงั้น อีกอย่างคุณวนัสมาตอนท้ายสุดอย่างกับตัวตัดบท คือวนัสมาปั๊บ ท่ารถไฟระเบิด แล้วก็จบเลย OTL
คือผมก็ไม่รู้ว่าเพราะ หนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ของหนังด้วยหรือเปล่าที่ทำให้การตีความของหนังดูบิดๆ เบี้ยวๆ ไป ขนาดตอนจบมันต้องซึ้งนะ เอาแบบบีบน้ำตาร่วง นั่งดูยังได้ยินคนข้างหลังผมพูดว่า “ดูดิ ตายละหายใจอยู่เลย” แล้วก็หัวเราะกันคิกคักๆ อีกอย่างหนึ่งที่ผมตะขิดตะข่วงใจคือ ตอนเด็กผมมักจะได้ยินเพลง คู่กรรม ที่ร้องไว้ “วิญญาณชั้นรอที่ทางช้างเผือก” “ดั่งหิ่งห้อยเฝ้าคอยจนชีพวาย” “ใต้ลำพูรอคู่กรรม” ในเรื่องมันไม่มีเลย แม้แต่นิดเดียวด้วย ทำให้กลิ่นอายของหนังมันหายไปเลยนะ อีกอย่าง ถ้าเค้าเอาเพลงคู่กรรมมารีเมคอีกซักหน่อยก็โอแล้ว แต่เค้าเลือกที่จะทำเพลงใหม่ก็ได้ ซึ่งเพลงโอเคอยู่นะ เพราะดีๆ แต่หนังก็ยังกร่อยอยู่ดี
สรุปเลยละกัน ถ้าเป็นคนที่มีอดทนสูง สามารถดูหนังโดยการไม่เอาเวอร์ชั่นก่อนๆ มาเทียบ และไม่คาดหวังอะไรกับมันมาก ไปดูเถอะครับ  จะได้รับรู้ว่าการเน้นมุมมองความรักของโกโบริและอังศุมารินในเวอร์ชั่นนี้เป็นยังไง (เพราะเค้าเน้นความรักของสองคนนี้จริงๆ นะ เน้นมากๆๆๆ นะ)

ของฝากท้ายเรื่อง

ผิดเรื่องแล้วพวกเอ็ง
No Comments
Social Network

รางวัลแห่งโลกออนไลน์ Thailand Zocial Award 2013

เว็บไซต์ Zocialrank ที่ทำหน้าที่เก็บสถิติต่างๆ ของโลกสังคมออนไลน์ในประเทศไทยชื่อดัง ได้จัดงานสุดเก๋ขึ้นกับงาน Thailand Zocial Award 2013 ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์กับงานแจกรางวัลที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนออนไลน์จากทุกสาขา


โดยแบ่งออกคร่าวๆ 5 สาขาด้วยกันคือ ดารา, นักธุรกิจ, นักข่าว, Net Idol และ รายการอินเตอร์เน็ตทีวี ซึ่งจะดูจากการนำ Social Network ไปใช้ว่าได้ผลตอบรับดีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะรวบรวมเอาข้อมูลจากทุก Social network จาก www.zocialrank.com เช่น Facebook Twitter Youtube และ Instagram ภายในงานจะประกอบไปด้วยการประกาศผลรางวัล สถิติการเติบโตของ Social Network ในปัจจุบันที่น่าทึ่งและการวัดผลที่แม่นยำของ Social network ซึ่งงานนี้คุณเองก็เป็นหนึ่งในผู้ตัดสินผลรางวัลได้ โดยการเสนอรายชื่อบุคคลที่ท่านชื่นชอบเพื่อเข้าชิงรางวัลได้ ทั้งหมด 5 สาขาด้วยกันคือ ดาราที่ใช้ Social Network ที่คุณชื่นชอบ, นักธุรกิจที่ใช้ Social Network ที่คุณชื่นชอบ, นักข่าวที่ใช้ Social Network ที่คุณชื่นชอบ, Net Idol (คนดังบนโลกออนไลน์) ที่คุณชื่นชอบ และ รายการอินเตอร์เน็ททีวี (รายการบน Youtube ที่ไม่ใช่รายการบนทีวี) ที่คุณชื่นชอบ สามารถเสนอรายชื่อผู้เข้าชิงได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ร่วมเสนอรายชื่อบุคคลที่ท่านชื่นชอบเพื่อเข้าชิงรางวัล

ในงาน Thailand Zocial Award 2013 ที่นี่

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://zocialrank.com/award/

No Comments
Entertainment

[อ่านมาแล้ว] มีความสุขทุกวันได้ไหมเนี่ย


สำหรับใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้เจ้าของบล็อกไต้หวันสุดฮิต ที่มียอด View ร้อยล้านอย่าง วาน วาน (Wan wan) จะลองสังเกตุได้ว่า หลังๆ เค้าไม่เขียนบล็อกละ มาทำหนังสือแทน ซึ่งผมติดตามเค้ามาตั้งแต่รวมเล่มแรกๆ เลยนะ ชอบลายเส้นและการสื่อสารของเค้ามาก เมื่องานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา ก็มีหนังสือของเขาที่แปลออกมาแล้ว 2 เล่มด้วยกัน แต่วันนี้ขอเสนอ ” มีความสุขทุกวันได้ไหมเนี่ย” โดย Wan wan แปลโดย ณฐา เกียรติบารมี และ อรินทรา ตั้งสถิตเกียรติ์ :3

มีความสุขทุกวันได้ไหม ก็ขึ้นอยู่ใจและตัวเราเอง

สำหรับเนื้อหาหนังสือ มีความสุขทุกวันได้ไหมเนี่ย ยังคงเป็นหนังสือที่เล่าเรื่องผ่านลายเส้นการ์ตูนของนักเขียนอย่างวานวานเหมือนเดิมครับ (ถ้าใครอยากติดตาม ให้ลองหาอ่านตั้งแต่ ไม่ไปทำงานได้ไหมเนี่ย แล้วก็ตระกูล …ได้ไหมเนี่ย ทั้งหมด) ซึ่งถ้าใครติดตามเค้ามาเรื่อยๆ ทั้งในบล็อกและหนังสือ จะพบว่าการเล่าเรื่องของวานวาน ถือว่าเป็นธรรมชาติและสนุกมาก เพราะเค้าจะเอาประสบการณ์ของตัวเองที่เกิดขึ้นมาเล่า


แต่ในหนังสือเล่มนี้ต่างออกไปครับ หนังสือทุกๆ เล่มที่ผ่านมาจะเป็นการรวมเรื่องที่พบเจอในชีวิตของวานวาน แต่ มีความสุขทุกวันได้ไหมเนี่ย จะเป็นการให้กำลังใจกับผู้อ่านที่ประสบปัญหาชีวิตในรูปแบบต่างๆ ทั้งเรื่องความรัก การใช้ชีวิตและการทำงาน ซึ่งวานวานเค้าบอกว่า 6 ปีที่ผ่านมาตัวเค้าเองก็ผ่านอุปสรรคต่างๆ มามากมาย เลยอยากให้ลายเส้นนี้เป็นสื่อที่ให้กำลังใจนั่นเอง

สิ่งที่ผมชอบในหนังสือเล่มนี้คือ พอเราอ่านในแต่ละตอนจบ จะมีคำคมสั้นๆ ให้อ่าน ซึงผมว่าคนแปลสามารถสื่อสารกับคนอ่านได้เก่งมาก (เหมือนเล่นทวิตเตอร์แล้วทวิตแต่คำคมมาก่อน) ทำให้เวลาเราอ่านแต่ละตอน นอกจากจะได้ความสนุกที่วานวานสื่อสารออกมา เรายังได้ข้อคิดในการใช้ชีวิตมากมายอีกด้วย


หลังอ่านจบ : เป็นหนังสืออาจจะบางไปหน่อย แต่พกพาไปไหนสะดวกดี เนื้อเรื่องในแต่ละตอนนั้นกระชับครับ วานวานเค้าจะไม่ยืดเยื้อในการวาดภาพ (เพราะเค้าจะบ่นเสมอว่าเค้าขี้เกียจวาด ฮ่าๆ) แล้วยังได้ข้อคิดอะไรมากมายจากการอ่านเยอะแยะไปหมด เรื่องนึงที่ผมชอบคือ หอคอยแห่งความเชื่อใจ เค้าเปรียบความเชื่อใจของคนทุกคนคือหอคอยไม้อันหนึ่ง ตอนเรามีความเชื่อใจกัน หอคอยนี้ก็ค่อยๆ ถูกต่อขึ้นไปเรื่อย หากวันใดวันหนึ่งเราไม่มีีความเชื่อใจต่อกัน คอหอยที่เราอุตส่าห์ต่อมานานมันก็จะถูกพังลงมาแปบเดียวครับ ทำให้เห็นภาพเลยว่า ความเชื่อใจนี่มันสร้างกันง่าย แต่พอถูกทำลายมันก็พังเร็วเช่นกัน พอจะต่อใหม่ มันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว


ลายเส้นน่ารักๆ บวกกับอารมณ์ขันของวานวาน และแง่คิดชีวิตเล็กๆ ที่ได้จากประสบการณ์ของนักเขียนก็อาจจะทำให้คุณตอบคำถามกับตัวเองได้แล้วละครับว่า เราจะมีความสุขทุกวันได้ไหมเนี่ย 🙂


หนังสือ : มีความสุขทุกวันได้ไหมเนี่ย
ผู้เขียน : วานวาน
ผู้แปล : อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี/ พัณณ์ชิตา ธนวีร์กิตติโชติ
สำนักพิมพ์ : นานมีบุ๊คส์
ปีที่พิมพ์ : 2556

No Comments
Entertainment

เหตุผลของคนติด Candy Crush


ใครก็น่าจะติดเกม Facebook กันมาบ้างแล้ว (มนุษย์ Facebook ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด) ไม่ว่าจะ The Sims Social บ้างแหละ ไม่ก็ Pet Society ที่ดังอยู่ยุคแรกๆ จริงๆ ผมก็ตามเล่นอยู่เรื่อยนะ ตามกระแส พอเกมไหนเบื่อๆ ก็เลิกไปเลย ทีนี้ ไปเจออยู่เกมนึง ชื่อ Candy Crush เห็นเค้าเล่นกันทั่วบ้านทั่วเมือง คนเล่นก็ต้องทำหน้าเครียดๆ จ้องมือถือกันใหญ่

เราก็ไปดูถูกคนที่เล่นว่า เฮ้ย มันสนุกตรงไหนวะ มันก็เหมือนเกมเรียงเพชรทั่วๆ ไปนี่หว่า จะมาเครียดทำไม แข่ง High-Score กันหรอ แต่พอเล่นเองแล้วนั้น… ติดครับ ติดแบบบ้าคลั่ง ติดแบบไม่ต้องสงสัยเลย 


จากผลสำรวจของวีวี่โพล (อิอิ) เลยขอ List เหตุผลว่าทำไมเล่น Candy Crush ถึงติดได้ขนาดนี้ จากประชากรตัวอย่างทั้งตัวเองและคนรอบข้างที่เล่น ดังต่อไปนี้

  • การเล่นมีลูกเล่นมากมาย ไม่ใช่แค่เรียงลูกอมให้ตรงแล้วก็จบ เพราะการเรียงตามรูปแบบเช่น ลูกอมเหมือนกัน 5 เม็ดจะกลายเป็นช็อคบอล หรือทำเป็นรูปตัวแอลหรือทีก็จะเป็นลูกอมถุง พอเอาลูกอมพิเศษในพวกนี้มารวมกันก็จะทำให้ตารางในเกมโดนทำลายตามแถวนั้นๆ (ต้องไปศึกษาเพิ่มเติมเอง อธิบายแล้วมันจะยาว) 
  • ต้องทำตามกติกาที่ตั้งไว้ในแต่ละด่าน ซึ่งแต่ละด่านก็มีการกำหนดจำนวนครั้งในการขยับด้วย นั่นแหละที่กดดัน หรือบางด่านมีเวลาให้ 1 นาทีแต่ต้องเล่นยังไงก็ได้ให้มีคะแนน 15000 ขึ้นไป ซึ่ง ณ ปัจจุบัน มีด่านในเกมมากถึง 300 ด่านขึ้นไป !!! (ในแผนที่ผม คนเล่นสูงสุดอยู่ที่ด่าน 333 โน่นนนนนนนน)
  • เราจะมีหัวใจในการเล่น 5 ดวง ถ้าเราเล่นด่านนั้นผ่าน เราก็จะไม่เสียหัวใจ ถ้าไม่ผ่านก็เสียไปแล้วก็มาเล่นใหม่ พอหัวใจหมด ก็ต้องขอเพื่อน หรือรอมันส่งมาให้ หรือรอให้ครบตามเวลา แต่…
  • เกมนี้มีทั้งบน iOS และ Android มีหัวใจ 5 ดวงในการเล่นเหมือนกัน เมื่อทำการ Connect with Facebook ด่านที่เราเล่นไว้ก็จะ Sync มาด้วย หากคุณมีครบทั้ง 2 OS แล้วเล่นบน Facebook ด้วย พอหัวใจใน Facebook หมด แต่หัวใจไม่ได้ Sync มาด้วย คุณก็หันมาเล่นใน iOS แทน พอใน iOS หมดก็มาเล่นบน Android ต่อ พอใน Android หมด หัวใน Facebook จะครบรอบพอดี ก็หันกลับมาเล่นใน Facebook ใหม่ ถ้าหากไม่มีเน็ท เกมนี้ก็เล่นแบบ Offline ได้เช่นกัน พอเจอเน็ทก็ค่อย Sync ด่านไปที่ Facebook เสร็จ
  • ในการผ่านแต่ Episode จะต้องให้เพื่อนส่งไปคำขอผ่านด่านมาให้ พอเพื่อนไม่ส่งมา เราก็ต้องดิ้นรนหาทางให้เพื่อนส่งมาให้ได้ หรือหัวใจหมด เราส่งหัวใจให้เพื่อนก็ง๊ายง่าย


สรุปเลยละกัน คนเล่นส่วนใหญ่ที่เล่นแล้วติด เกิดจากการที่พอเล่นผ่านปั๊บ มันจะทำให้ต่อมความสุขทำงานว่า เฮ้ย ผ่านแล้วๆ พอไปเจอด่านโหดๆ แล้วมันแก้ไม่ออก ก็ต้องมานั่งเครียดว่า จะแก้เกมยังไงดี พอจะวางมือก็เห็นหัวใจเหลือก็ต้องมีการขอเล่นอีกนิดละกัน มันไม่จับเวลาซะหน่อย ผมเคยเปิดเกมไว้ตอนเช้า แล้วมานั่งเล่นตอนบ่ายเลย (ฮา) แล้วเวลาเราเห็นเพื่อนเราไปอยู่ตำแหน่งบนๆ ของแผนที่ ก็อยากจะขึ้นไปตรงนั้นแล้วแซงเพื่อนบ้าง เจอหน้ากันจะได้เอาไว้อวด (ฮา) นั่นแหละครับ ที่มาของคนติดเกม Candy Crush ในปัจจุบัน (มั้งนะ) 😛 



ปล. ใครมีเหตุผลแก้ต่างที่ดีกว่านี้ มาแก้ต่างกันได้ที่ Comment ด้านล่างนะ :3
ปร. ใครไม่เคยเล่นแล้วอยากลอง ค้นหาใน Facebook ว่า Candy Crush Saga หรือถ้าจะเอาลงมือถือหรือ tablet ก็ค้นหาใน store ได้เลยว่า Candy Crush Saga นะจ๊ะ ลองเล่นดู แล้วจะรู้ว่าทำไมเค้าต้องทำหน้าเครียดๆ เวลาจ้องมือถือกันบน BTS 😛 

No Comments