Monthly Archives

March 2013

Entertainment

[อ่านมาแล้ว] ความรักของวงกลมกับสามเหลี่ยม


ผมชอบที่จะอ่านหนังสือภาพที่มีตัวหนังสือน้อยๆ มาตั้งแต่สมัยเป็นบรรณารักษ์อยู่โรงเรียนเก่าแล้ว จริงๆ ก็อ่านทุกแนวนะครับ แต่ชอบแนวนี้มาก เพราะบรรยายภาพน้อยๆ บวกกับภาพที่ไม่ซับซ้อน ทำให้การสื่อเรื่องราวมันชัดเจนในตัวมันเอง วันนี้ไม่คิดเหมือนกันว่าจะเจอหนังสือแบบนี้ในหอสมุดของมหาวิทยาลัย เจอเล่มนี้เลยครับ “ความรักของวงกลมกับสามเหลี่ยม” โดย เชล ซิลเวอร์สไตน์ แปลโดย ปราย พันแสง :3

หลายคนเคยอาจจะได้รับ Forward Mail เรื่อง ความรักของวงกลมกับสามเหลี่ยม มาบ้าง แต่อันนั้นหนะมันของก๊อปครับ ของจริงเป็นหนังสือที่จะมาเล่าให้ฟังเลย

เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อเจ้ามิสซิ่งอะพีซ มีบางส่วนในชีวิตที่ขาดหายไป ทำให้เค้าคิดว่าตัวเค้าเองไม่มีความสุข เลยออกตามหาชิ้นส่วนที่หายไป โดยกลิ้งไปเรื่อยๆ อย่างเอื่อยๆ ทำให้ระหว่างเดินทางสามารถแวะคุยกับเจ้าหนอน ดมดอกไม้และมีเจ้าผีเสื้อจนกลายเป็นเพื่อนกัน

อยู่มาวันหนึ่ง มันเจอชิ้นส่วนที่หายไปชิ้นหนึ่ง มันยอมคุกเข่าขอให้เจ้าชิ้นส่วนนั้นเป็นหนึ่งเดียวกับมัน แต่เจ้าชิ้นส่วนที่หายไปนั้นตอบกลับว่า “ฉันเป็นตัวฉันเอง และแม้ว่าฉันเป็นส่วนหนึ่งของใคร ฉันก็ไม่คิดว่า ตัวเองเป็นชิ้นส่วนของเธอ” ทำให้เจ้ามิสซิ่งพีซเสียใจและจากไป


หลังจากนั้นมันก็ออกตามหาเช่นเคย มันเจอชิ้นที่เล็กไปบ้าง ใหญ่ไปบ้าง บางชิ้นก็แหลมไป บางชิ้นก็เหลี่ยมเยอะ บางครั้งมันก็เจอชิ้นที่ถูกใจ แต่มันก็เข้ากันไม่ได้ บางครั้งมันก็เจอชิ้นที่แน่นไป ทำให้ชิ้นนั้นแตกหักไป


จนในที่สุดมันก็เจอชิ้นส่วนที่พอดีกับมัน มันเลยถามชิ้นส่วนนั้นว่าเป็นของใครหรือยัง ชิ้นส่วนนั้นตอบกลับมาว่า ไม่หรอก ด้วยความที่มันเจอชิ้นส่วนไม่พอดี ทำให้มันไม่แน่ใจกับชิ้นส่วนชิ้นนี้ แต่แล้วเจ้าชิ้นส่วนนี้กลับเข้ามาหาและพบว่ามันเป็นชิ้นส่วนที่พอดีกัน


ปรากฎว่ามันกลิ้งเร็วจนไม่แวะหยุดคุยกับเจ้าหนอน ดมดอกไม้ และให้ผีเสื้อเกาะตัวมันเหมือนเคย เพราะมันกลิ้งเร็วขึ้นจนหยุดไม่ได้ แต่ในที่สุด มันกลับหยุดหมุนแล้วถามตัวเองว่า “ในเมื่อเจอชิ้นส่วนที่สมบูรณ์ แล้วตัวมันจะเป็นอย่างไรต่อไป” มันเลยถอดชิ้นส่วนนั้นออกมา แล้วออกตามหาชิ้นส่วนที่ขาดหายต่อไป…


หลังอ่านจบ : ผมว่ามันเป็นหนังสือที่สื่อเรื่องของความรักในปัจจุบันได้ดีมากๆ เลยทีเดียว เด็กๆ อ่านก็อาจจะไม่เข้าใจนัก แต่ผมมองว่าหนังสือเรื่องนี้ สื่อถึงความรักในปัจจุบันนะ เดี๋ยวนี้คนเรามักจะไขว้ขว้าหาส่วนที่ขาดหายไป นั่นคือ คนรัก นั่นเอง ระหว่างตามหาก็มีเพื่อนๆ ที่ช่วยทำให้คุณคลายความกังวลในเรื่องส่วนที่ขาดหายไปได้  แต่เมื่อคุณเจอส่วนที่ขาดหายไป คุณก็มักจะมีปัญหาว่า บางคนคบกันไปก็ไม่พอดีกันบ้าง ไม่เข้ากันบ้างหรือบางคนคบกันแล้วอึดอัดจนอีกฝ่ายไม่อยากอยู่ด้วยบ้าง พอนานๆ เข้าทำให้คุณไม่มั่นใจกับความรักของคุณในครั้งต่อไป ถึงแม้คุณคิดว่าความรักของคุณสมบูรณ์แค่ไหน แต่ถ้ามันไม่ได้เกิดจากความผูกพันธ์ ความรู้สึกดีต่อกัน คบกันแค่ไหนก็ทำให้อีกฝ่ายคิดมากอยู่ดี อีกอย่างหนึ่ง หากคบใครก็อย่าลืมคนที่เคยทำให้คุณหายเหงา อย่าทอดทิ้งเขาเมื่อเราได้อีกคนมาครอบครอง


บางคนที่ได้อ่านอาจจะมองได้หลายแง่นะครับ แต่ผมมองเรื่องนี้ในแง่ความรักเลยละ มีอยู่ตอนนึงที่เข้ามิสซิ่งพีซไปเจอกับชิ้นส่วนสมบูรณ์แล้วถามเจ้าชิ้นส่วนนั้นหลายรอบว่า เป็นของใครหรือยัง เราจะเข้ากันได้มั้ย เธออยากเป็นของเราหรือเปล่า แต่พอเจ้ามิสซิ่งพีซยังไม่ได้รับคำตอบ เจ้าชิ้นส่วนที่หายไปก็เข้ามาโดยไม่ถาม ตอนนี้ทำให้ผมนึกถึงความรักที่ไม่มีการศึกษาดูใจกันมาก่อน คุณแค่เห็นว่าอีกคนดูน่าหลงไหลคุณก็เข้าไปครอบครองเขาแล้ว สุดท้ายอยู่กันไปนานๆ ก็หมดใจกันอยู่ดี


หนังสือเล่มนี้ แม้จะมีแต่รูป กับตัวอักษรนิดหน่อย แต่การสื่อเรื่องราวนั้นถือว่าโอเคเลยละครับ หากใครเจอหนังสือเล่มนี้ก็ลองเปิดอ่านดูนะครับ รับรองว่าอ่านจบ ได้แง่คิดอะไรมากมายแน่นอน 🙂

หนังสือ : ความรักของวงกลมกับสามเหลี่ยม
ผู้เขียน : เซล ซิลเวอร์สไตน์
ผู้แปล : ปราย พันแสง
สำนักพิมพ์ : มติชน
ปีที่พิมพ์ : 2553
No Comments
Experience

หนีร้อนไปพึ่งเย็น ณ เขาค้อแลนด์


*คำเตือน : บทความนี้โหด รูปเยอะ ตัวอักษรแยะ โปรดอดทนต่อการอ่าน*

เคยมีป้ายเชิญชวนหน้าจังหวัดแห่งหนึ่งกล่าวไว้ว่า “พักเขาค้อ 1 คืน อายุยืน 1 ปี” ใช่ละครับ เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตแห่งหนึ่งในประเทศไทย ได้ไปเที่ยวมาด้วย แต่สไตล์ชิวๆ ไม่มีรถนะครับ ฮ่าๆ ไปดูกันดีกว่า เมื่อไม่มีรถ แล้วพักยังไง ที่ไหนและบรรยากาศเป็นยังไง :3


” จริงๆ ถ้าพูดหน้าร้อนมันก็ต้องลงไปเที่ยวทะเล แช่น้ำให้ตัวเปื่อย ตัวดำกันไปข้างนึง แต่ไม่ครับ ผมมักจะสวนกระแสชาวบ้านเค้าเสมอ อีกอย่าง การเที่ยวสวนกระแสถึงแม้มันไม่ได้อารมณ์เหมือนในช่วง High Season แต่ผมก็รับรองว่าการเที่ยวแบบนี้ก็ได้อีกบรรยากาศนึง ไม่ต้องเจอคนมากๆ แถมประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะเป็น Low Season ด้วยนะ “


เราเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยนเรศวรด้วยรถเมล์บ้านเราไปลงที่ศูนย์ท่ารถแห่งที่ 1 ของจังหวัดพิษณุโลก จากนั้นเดินทางไปเขาค้อด้วยรถเมล์ปรับอากาศ(ธรรมชาติ) เพชรบูรณ์-พิษณุโลก ด้วยราคา 52 บาท ไปลงที่แยกแคมป์สน จ.เพชรบูรณ์ ซึ่ง ณ สามแยกนี้ เราสามารถเดินทางขึ้นเขาค้อได้

รถร่วมบขส. พิษณุโลก – เพชรบูรณ์
บรรยากาศรถปรับอากาศ(ธรรมชาติ)
มาดูที่พักดีกว่า ที่พักเราไปพักที่ ภูคำรีสอร์ท สำหรับรีสอร์ทนี้นะครับ ตั้งอยู่ก่อนสามแยกแคมป์สนพอดี ฉะนั้นรับรองว่าการเดินทางมารีสอร์ทนี้ เดินทางสะดวกแน่นอน อีกอย่าง ผมได้ทำการจองห้องพักผ่าน Agoda.com ได้ราคาห้องพักที่ต้องบอกว่าถูกจนตกใจ จริงๆ แล้วผมก็ไม่เคยจองห้องพักหรือทำธุรกรรมเกี่ยวกับการจองอะไรแล้วจ่ายเงินผ่านออนไลน์แบบนี้ ยิ่ง Agoda เนี่ย สืบแล้ว สืบอีกว่าเชื่อถือได้มั้ย โทรไปที่พักเลยว่าถ้าเราจองผ่าน Agoda ต้องทำยังไง ต้องบอกว่าเจ้าของที่พักใจดีมากๆ เลยละครับ (ตัวเค้าอยู่กรุงเทพ แต่ให้คนสวนกับคนครัวเฝ้ารีสอร์ทไว้) สรุปแล้วจองก็เอาบัตรประชาชนกับสำเนาการจองไปยื่น ณ วันที่เข้าพักได้เลย ก็ได้ห้องพักแบบ Deluxe Air Conditioning ในราคา 1200 บาท (จากราคา 2500 บาทแหนะ)


ป้ายทางเข้ารีสอร์ท
บรรยากาศทางเข้ารีสอร์ท
ที่พักแบบสองชั้น ด้านล่างเป็นห้องพัดลม ด้านบนห้องแอร์

ทางขึ้นห้องพักแบบ Deluxe Air Conditioning


บรรยากาศภายในห้องพัก


ระเบียงของห้องพัก


ห้องน้ำภายในห้องพัก
ที่พักที่นี่จะแบ่งออกเป็นโซนๆ ครับ ก็มีแบบพักหลายคน พักสองคน มีทั้งห้องแอร์และพัดลม ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกก็จะมีทีวี(เล็กไปหน่อย ช่องก็น้อยด้วย) ตู้เย็น(ภายในมีน้ำดื่มฟรี 2 ขวด) สบู่ ผ้าเช็ดตัว Wifi ฟรี(แรงและสัญญาณกว้างมาก) และยังมีผ้านวมสำรอง สำหรับอากาศหนาวแบบมากๆ ให้อีกด้วย อย่างห้องพักของผมก็จะมีระเบียงยื่นออกมาด้วย ฉะนั้นก็จะสามารถมองวิวมุมต่ำได้

แล้วเกิดคำถามว่า… ไม่เอารถไป จะเดินทางไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ บนเขาค้อยังไงแล้วมื้อเย็นจะหาอะไรกิน ตอนแรกถามเพื่อนที่อยู่ในพื้นที่ครับ เขาบอกว่ามีรถสองแถวที่เราสามารถโบกขึ้นไปได้ แต่มีคันละชั่วโมง แถมบางทีก็เดาใจไม่ถูกด้วยว่าจะมาตอนไหน ส่วนใหญ่เค้ามาเป็นกรุ๊ปแล้วก็เหมากันไป คันนึงก็ 800 บาทเที่ยวทุกจุดในเขาค้อเลย ก็ได้ราคาถูกเพราะหารกัน แต่… ไปกันสองคน ก็เลยต้องอาศัยวิชามนุษยสัมพันธ์ ทำการคุยกับลุงคนขับรถสองแถวคันนึง (จำชื่อลุงไม่ไ่ด้ ขอโทษนะคร๊าบ T T) ตอนแรกก็คุยกับลุงว่าเอาไงดี ผมก็ไม่ไ่ด้อยากเที่ยวหลายที่มากหนะครับ ลุงเลยเปล่งวาจาสิทธิออกมาว่า “งั้นลุงลดให้ 700 บาทละกัน เดี๋ยวพาแวะหมดเลย” และด้วยความที่ต้องตุนเสบียงในมื้อดึกอีก เลยถามลุงต่อว่า “งั้น… ถ้าผมรบกวนลุงไปส่งที่ตลาดห้วยไผ่เพื่อไปซื้อของหลังจากกลับมาแล้วด้วยจะได้ไหมครับ” ลุงก็ตอบตกลง ตอนนั้นเราก็เลยโอเค ไปก็ไป ไหนๆ มาเที่ยวแล้วยังขี้เหนียวก็ใช่ที่ (แต่ตอนนั้นก็มีตังเกือบไม่ถึง ฮ่าๆ) 

รถสองแถวใจดีคันนี้นี่เอง ที่พาเราไปทุกที่บนเขาค้อ ใครไปเที่ยวก็ใช้บริการลุงกันได้นะครับ
บรรยากาศสองข้างทางระหว่างนั่งรถสองแถวขึ้นไปเที่ยวเขาค้อ








ตอนเราขึ้นไปบนเขา เมฆฝนครึ้มจนคิดว่า ฝนตกหนักแน่ๆ อดลงไปเที่ยวตามจุดต่างๆ แหงๆ เปล่าเลยครับ ฟ้าสว่างโล่งเลย แต่ด้านล่างหนะฝนตกสะใจเลย ทำให้ช่วงเย็นวันนั้นอากาศเย็นสบาย ฟินเลยละ

สถานที่แรกที่แวะครับ พระบรมเจดีย์กาญจนาภิเษก สำหรับที่นี่จะประดิษฐานองค์พระพุทธรูปต่างๆ ไว้มากมาย เขาบอกว่าที่ศักดิ์สิทธิ์มากๆ และสวยงามด้วยนะครับ






แห่งที่สองครับ พระตำหนักเขาค้อ สำหรับที่แห่งนี้ การเดินทางถือว่าโหดมาก ทางชันสุดๆ ขึ้นเขาแบบหูอื้อเลย แต่เมื่อถึงแล้วก็คุ้มค่าที่ได้มาครับ บรรยากาศโดยรอบสงบ เงียบและร่มรื่นมากๆ สำหรับผู้จะเดินทางมาก็แนะนำให้แต่งกายให้สุภาพและอย่าส่งเสียงดังเอะอะโวยวายนะครับ บรรยากาศเงียบๆ มันจะเสียซะหมด เดินเข้าไปข้างในก็จะเจอกับสวนดอกไม้สวยงามและป่าสนที่บรรยากาศเหมือนซีรีย์เรื่อง Autumn in my heart เลยละครับ เดินออกมาบริเวณที่พักก็จะเจอจุดชมวิว ที่เห็นหมอกจางๆ ปกคลุมบ้านเรือนอีกด้วย

บรรยากาศภายในพระตำหนักเขาค้อ



ป้ายทางเข้าพระตำหนัก


จุดชมวิวที่สูงจากน้ำทะเล 1100 เมตร



ป่าสนสวยๆ
โอเค ไปต่อกันที่ที่สามครับ พิพิธภัณฑ์อาวุธเขาค้อ อาจจะงงว่าทำไมถึงมีพิพิธภัณฑ์อะไรแบบนี้บนเขา ประวัติคร่าวๆ ของเขาค้อจริงๆ เคยมีการสู้รบกันมาก่อน แล้วใช้เขาค้อนี่แหละฐานตั้งของทหารนั่นเอง ที่นี่จะจัดแสดงอาวุธต่างๆ ที่ใช้ในการรบกันสมัยก่อนและมีการเล่าถึงประวัติคร่าวๆ ของการรบในครั้งนั้นอีกด้วย ค่าเข้าชม 10 บาทต่อคนเองครับ












นั่งรถต่อกันมาอีกนิด จะพบกัน อนุสรณ์ผู้เสียสละเขาค้อ ที่แห่งนี้จะมีอนุสรณ์ที่รวบรวมรายชื่อของผู้เสียชีวิตระหว่างการรบไว้ เป็นการยกย่องให้แก่พวกเขาที่ช่วยปกป้องประเทศของเราไว้ และเดินไปด้านหลัง จะพบกับฐานตั้งรับที่สามารถมองเห็นวิวของเขาค้อได้อย่างดีเลยละครับ










เที่ยวเสร็จก็เย็นพอดี เดินทางกลับลงมาจากเขาค้อด้วยสองแถวคุณลุงท่านเดิม ได้เข้าไปที่ตลาดห้วยไผ่ ห่างจากที่พักประมาณ 2 กิโลเมตร (อย่าคิดจะเดินไป ผมเตือนแล้ว 2 กิโลแม้วชัดๆ) ก็แวะซื้อของกินมื้อเย็นและมื้อดึก เลยเก็บบรรยากาศเงียบๆ ในเวลาเย็นๆ มาฝากกันด้วย ขนาดเป็นเมืองที่มีรถผ่านอยู่บ่อยๆ แต่ก็เงียบมากเลยละครับ





พอเช้า เราตื่นกันหกโมงเช้าครับ ต้องไปซึมซับบรรยากาศเย็นๆ และไปดูหมอกที่ปกคลุมทั้งเมืองให้ได้ ที่รีสอร์ทเค้ามีหอสูงที่สามารถชมวิวของเมืองได้ 360 องศาพอดีครับ ขึ้นไปต้องบอกว่า ฟินนนนนนนนนน สมใจอยากเลยละครับ ทั้งอากาศเย็นๆ และวิวเมืองสวยๆ หาดูยากมาก หมอกในวันนั้นถือว่าเยอะนะครับในฤดูร้อนแบบนี้ (ผลมาจากฝนตกเมื่อวานด้วย ทำให้อากาศชื้น) ถึงจะไม่ได้ดูทะเลหมอกแบบภาพงามๆ ที่เราเคยเห็น แต่ได้เห็นหมอกที่ปกคลุมทั้งเมืองแบบนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าที่ได้มาแล้วครับ

หอชมเมืองภายในรีสอร์ทครับ สูงใช้ได้ ต้องเดินขึ้นมาชมให้ได้เลย














ภาพในมุม Panorama
ส่วนอาหารเช้านั้น โรงแรมก็มีบริการไว้ครับ เป็น American Breakfast เลือกเครื่องดื่มเป็นกาแฟหรือโอวัลตินก็ได้ ส่วนค่าใช้จ่ายก็รวมในค่าที่พักอยู่แล้ว สบายหายห่วงครับ เสร็จแล้วก็เลยเดินถ่ายรููปเล่นภายในรีสอร์ทกันซักพัก Checkout ออกจากรีสอร์ท 9 โมงครึ่ง ไปนั่งรอรถที่ศาลาฝั่งตรงข้าม กลับด้วยรถสายเดิมครับ เป็นการเที่ยวแบบ 2 วัน 1 คืนที่จบลง

ทริปนี้ถือว่าสั้นๆ แต่คุ้มค่านะครับ ถึงจะเที่ยวไม่ครบทุกที่บนเขาค้อ แต่การได้ฟินอากาศเย็นๆ และได้ดูหมอกบนภูเขาสวยๆ ก็ถือว่าเป็นความสุขในชีวิตอย่างหนึ่งแล้ว และที่เค้าบอกว่า “พักเขาค้อ 1 คืน อายุยืน 1 ปี” ก็คงจะจริง เพราะอากาศที่นี่บริสุทธิ์จากธรรมชาติเลยละครับ สำหรับใครอยากชมภาพทริปครั้งนี้ของผมเพิ่มเติมก็สามารถรับชมได้ในอัลบั้ม หนีร้อนไปพึ่งหนาว ณ เขาค้อแลนด์ ใน Google+ ผมได้เลยนะครับ 🙂


No Comments
Social Network

มาดูอะไรใหม่ๆ บน Google+ กัน!

ที่ผ่านมา Google+ มีการอัพเดทโน่นนี่นั่นมากมายจริงๆ ทั้งระบบ Communities หรือจะเป็นดีไซน์ที่ค่อยๆ ปรับไปทีละนิดๆ หน่อยๆ แต่เมื่อเช้า (7 มีนาคม 2556) เปิดมาแอบตกใจกับดีไซน์ใหม่ๆ ของ Google+ ที่น่าใช้มากขึ้น มาดูกันว่า มีอะไรกันบ้าง :3


Cover Photo ใหม่ ใส่รูปได้สะใจมากขึ้น


รูปนี้ก่อนจะใส่ Cover ลงไป
แบบเก่านั้น คุณสามารถใส่ Cover ได้ในภาพมุมแคบๆ ส่วน Profile Picture อยู่ฝั่งขวามือแถมใหญ่บิ๊กเบิ้มมาก แต่แบบใหม่นั้น สามารถใส่ Cover ได้กว้างมากกกกกกกกกก คือผมใส่เองแล้วยังตกใจเลยว่ากว้างแบบทำโฆษณาได้เลยนะ ส่วน Profile Picture เป็นแบบกลมๆ ตาม Concept ของ Google+ แล้วก็มีรายละเอียดของ Profile นิดๆ หน่อยๆ ซึ่งผมลองไปดู Google+ Page ของสาวๆ SISTAR ก็พบว่า เรายังสามารถใช้รูป .gif (ภาพเคลื่อนไหว) ได้เหมือนเดิม
เมื่อลองใส่ Cover แล้ว มันใหญ่มากกกกกกกกกกกก

Profile Tab ตรึงกับ Posts



รูปแบบเก่านั้น Profile Tab จะไม่ตรึงกับ Post เมื่อคุณเลื่อนหน้าจอลงมา แต่แบบใหม่นั้นเมื่อเลื่อนลงมา มันจะตรึงไปกับคุณเรื่อยๆ พร้อม Cover น้อยๆ ที่เราใส่ไว้ อีกทั้งจะบอกด้วยว่า เราไปอยู่ใน Circle คนอื่นกี่คนแล้ว






หากเข้าไปดู Posts ของเพื่อน ก็จะบอกว่าเค้าไปอยู่ใน Circle คนอื่นกี่คน แล้วก็บอกด้วยว่า มีเพื่อนกี่คนที่อยู่ใน Circle เดียวกับเรา อีกทั้งสามารถเลือกทำรายการผ่านเมนูได้เลย เช่น Hangout หรือ Message

หน้า About ที่แบ่งเป็นสัดส่วน


ภาพอาจจะดูแปลกๆ ไปนิด แต่ก็ประมาณนี้นะฮะ
พอพูดถึงเรื่อง About ของ Google+ จริงๆ แทบจะพูดได้ว่าเป็น Resume ย่อมๆ เลยก็ว่าได้นะครับ สำหรับดีไซน์แบบใหม่นั้น จะเป็นเป็นสัดส่วนเลย เป็นบล็อกๆ ช่องๆ สะดวกต่อการส่อง เอ๊ย! ต่อการติดต่อหาข้อมูลของผู้ใช้ Google+ แต่ละคนได้

ซึ่งถ้าหากเข้าไปแก้ไขข้อมูลส่วนตัว ก็สามารถทำรายการง่ายๆ ผ่านหน้าต่างเดียว ดูที่ภาพด้านบนจะเห็นว่าจะมีเมนูต่างๆ หากจะแก้ไขเรื่องอะไร คุณก็ไม่จำเป็นต้องคลิ๊ก Save เพื่อไปเลือกเมนูใหม่ ก็เพียงแค่คลิ๊กเรื่องที่จะแก้ไข มันก็จะแสดงหน้าต่างนั้นๆ มาให้เลยครับ

เชื่อมต่อ Youtube ของคุณเข้ากับ Google+


แรกเริ่มเดิมทีการอัพโหลดวิดีโอใน Google+ นั้น จะไม่ทำการอัพโหลดขึ้น Youtube ให้ แต่ใช้หน้าตาของ Youtube ในการแสดงผล รูปแบบใหม่นั้น จะดึงวิดีโอที่มีสถานะแบบ Public ของคุณ (หากมี Channel และทำการสร้าง Youtube Account ให้เชื่อมต่อกับ Google+ แล้ว) มาแสดงผลในเมนู Youtube ซึ่งเหมาะกับนักสร้างสรรค์ผลงานบน Youtube เป็นอย่างมาก ทำให้เข้าถึงผลงานของคุณได้ง่ายเลยละครับ

ระบบ Find People โหดขั้นเทพ!


การค้นหาเพื่อน Google+ อาจจะเป็นปัญหาหนึ่งของผู้ใช้เริ่มต้น แต่เมื่อคุณทำการกรอกข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดลงไป ระบบค้นหาแบบใหม่ จะทำให้คุณใช้งาน Google+ ได้ง่ายมาก และขอบอกว่าโหดมากๆ ด้วย เนื่องจากตัวระบบนั้น สามารถค้นหาเพื่อนที่เพื่อนเรามี แต่เราไม่มีได้ คือเพื่อนบางคนผมก็ไม่มีรายชื่อนะ แต่ระบบนี้ไปดึงมาจากไหนไม่รู้จนเจอ แถมสะดวกต่อการ Add Circle มากๆ คือเลือก Add แล้วก็จิ้มได้เลย เล่นเอาตกใจเงิบมาก อีกอย่างเราสามารถค้นหาเพื่อนจากสถานศึกษา สถานที่ทำงานหรือ Connect Service (Gmail, Hotmail, Yahoo) ก็ได้เช่นกัน

เป็นอย่างไรบ้างครับกับ Google+ ในรูปโฉมใหม่ จากการที่ลองใช้มาครึ่งวันก็พบว่า มันน่าใช้ขึ้นกว่าเดิมมากๆ เลย ดูไม่วุ่นวายดีด้วย อ้อ! ไม่ขอพูดถึง Page นะครับ เพราะหน้าตาและรูปร่างการใช้งานเหมือนกัน Profile เลย หากใครเจอจุดเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ของ Google+ ก็มาคอมเมนท์บอกกันได้เลยนะครับ จะได้ช่วยเอาลงบล็อกเพิ่มให้ เพราะเท่าที่สำรวจจนทั่ว ก็เจออยู่แค่นี้จริงๆ ก่อนจบเอนทรี่นี้ อยากบอกผู้อ่านทุกๆ คนเลยนะครับว่า 

” Google+ เล่นไม่ยากอย่างที่คิดนะ 😉 “

No Comments
Experience

ทริปน้อยๆ ณ เมืองพะเยา


วันที่ 3-5 มีนาได้มาเที่ยว เอ๊ย มาเข้าร่วมงานวิทยาศาสตร์วิจัยที่มหาวิทยาลัยพะเยาครับ เมืองนี้จริงๆ เงียบสงบมากนะ ที่เที่ยวไม่ค่อยมีก็จริง แต่บรรยากาศแจ่มมาก อีกอย่าง เดินทางมาถึงก็เย็นละ ก็เลยเอาภาพและบรรยากาศอันแสนจะสงบมาฝากกันจ้า :3


แผนที่ข้างทางของจังหวัดพะเยา
ออกเดินทางจากม.นเรศวร จ.พิษณุโลกตั้งแต่เวลา 08.45 น. ด้วยรถบัสม.ครับ เดินทางชิวๆ แวะปั้มโน่นนี่นั่นกว่าจะถึง 14.30 น. แม่เจ้า! ยังกับนั่งรถไปเชียงใหม่ ระหว่างทางเจอฝนเปลี่ยนฤดู ทำให้บรรยากาศข้างทางมีหมอกลงและบรรยากาศดีมากๆ เลยละครับ

ภาพจาก : http://instagram.com/p/WYU1BcKwma/
พอถึงพะเยา ก็แวะไปส่งอาจารย์เข้าประชุมที่ม.พะเยาก่อน (ม.พะเยา จริงๆ ก่อนหน้าคือม.นเรศวร แต่เป็นวิทยาเขตพะเยา แต่พอมีประชากรนิสิตและเข้ากฎหมายการตั้งมหาวิทยาลัย ก็เลยทำให้จัดตั้งม.พะเยาได้) จากนั้นก็มาเข้าที่พักที่ โรงแรมภูทองเพลส ครับ โอเคมากเลยนะที่พัก Wifi ฟรี ทุกอย่างโอเคดี แต่ของฟรีก็นั่นละครับ…



ที่พักนั้นใกล้กับกว๊านพะเยา ที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของพะเยา แต่… ไม่มีรถไปครับ ต้องเดินไป ก็เลยไปหาอะไรกินแถวๆ กันกับเพื่อน แถวตลาดโต้รุ่งรอบเวียง เดินออกมานิดเดียวครับ มีร้านอาหารตามสั่งและของกินมากมาย บรรยากาศที่มองรอบๆ นะครับ ผมรู้สึกว่าเมืองนี้เงียบนะ และคนเมืองนี้เป็นกันเองมากๆ ตามความคิดเห็นนะ ถึงแม้จะไม่มีห้างดังๆ ใหญ่ๆ แต่ดูอุดมสมบูรณ์มากเลย ระหว่างเดินไปก็สะดุดกับร้านก๋วยเตี๋ยวญวน คือไม่เคยกินมาก่อนเลย ก็เลยแวะลองเลยครับ ร้านนี้จะมีร้านเดียวอยู่ที่ตลาด อยู่ขวามือถ้ามาจากสี่แยกนะครับ

ภาพจาก : http://instagram.com/p/WZOYLsqwqz/
หน้าตาของมันคือมีเส้นคล้ายๆ ลอดช่องแต่ยาวกว่า ส่วนที่ผมสั่งมาคือหมู+ขาไก่ (มีเลือดหมู,หมูสับ) พอพ่อค้าเอามาเสิร์ฟ เค้าบอกว่า “ชิมก่อนปรุงนะครับ ส่วนพริกเผ็ดมาก ค่อยๆ เติม” ปกติผมก็ทานอะไรไม่ปรุงอยู่แล้ว เพื่อนผมชิมก่อนถึงกับบอกว่า “ไม่ต้องปรุงจริงๆ” มันไม่ต้องปรุงจริงๆ ครับ น้ำซุปหวานกลมกล่อมมาก คือมันเข้ากันแจ่มจริงๆ แนะนำว่า ใครมาแถวๆ ตลาดโต้รุ่งนี้ ก็แวะมาทานกันได้นะครับ

ร้านก๋วยเตี๋ยวญวนสุดอร่อย
เช้ามาไปที่งานครับ เค้าจัดที่คณะเทคโนโลยี ม.พะเยา บรรยากาศของม.นี้ขอบอกตรงๆ ว่า นึกว่าอยู่ในอุทยานธรรมชาติ! มีแต่ต้นไม้และสวนสวยๆ เต็มไปหมดเลย แถมกว้างมากกกกกกกกกกกก อยู่ในหุบเขา บรรยากาศดีโฮกกกกกก ต้องใช้คำนี้เลย ฮ่าๆ

บรรยากาศจากมุมทางเดิน
ไม่สาธยายเรื่องงานนะครับ เพราะมานำเสนอ Project อย่างเดียว ตกเย็นมีงานเลี้ยงจากทางม.พะเยา เจ้าภาพบอกว่าตอนแรกจะจัดที่ลานตามภาพด้านบนละครับ แต่ฝนตกทั้งวัน ลมเย็นโกรกมาก เค้าเลยจัดในห้องประชุมแทน สำหรับอาหารเป็นอาหารพื้นเมืองภาคเหนือเลยครับ มีทั้งแอ๊บปลา แกงฮังเล ลาบหมูและส้มตำแบบเหนือ งานนี้อิ่มอาหารเหนือกันเลยทีเดียว

ภาพจาก : http://instagram.com/p/WbvK_TKwo1/
สำหรับทริปเล็กๆ นี้จริงๆ ยังไม่จบหรอกครับ มีการเข้างานอีกวันนึง แต่ว่าก็คงไม่ได้ไปเที่ยวไหน แต่ว่าจะเก็บภาพบรรยากาศของม.พะเยาไว้หน่อยนึง ยังไงก็จะนำบรรยากาศเย็นๆ ที่พะเยามาฝากให้ชมกันอีกนะครับ 😀
No Comments