29 August 2012 vvkhxng

ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ก็อาจจะทำให้เกิดประโยชน์มากมายต่อมนุษย์ หรืออาจจะเกิดผลลบที่แย่มากๆ ต่อมนุษย์เช่นเดียวกัน วันนี้ผมขอพูดถึงเรื่องของเทคโนโลยีและความสัมพันธ์ของมนุษย์ในปัจจุบันละกันหลังจากที่ผมได้ Hangout กับแม่ผ่านทาง Google+ ก็ทำให้คิดได้ว่า เทคโนโลยีพวกนี้มันก็ทำให้ความสัมพันธ์ของคนเราที่อยู่ไกลกันมันใกล้กันได้มากขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีกอดอุ่นๆ หรือเสียงจริงๆ ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ถือว่าสิ่งเหล่านี้ สามารถทดแทนและทำให้เรารู้สึกว่าคนที่เราคุยกับเค้าอยู่ใกล้กับเราจริงๆบางคนอาจจะคิดไม่ถึงซะด้วยซ้ำว่า จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะวันๆ ก็แต่กด Like จิ้ม Share อยู่แค่นั้น ประโยชน์ของพวกมันก็มีมหาศาลบานตะไทนะครับ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะทำยังไงให้มันเป็นประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากคุณไม่ได้พบเพื่อนเก่าสมัยอนุบาลมานาน ถ้าลองใช้ Facebook ค้นหา รับรองว่ายังไงก็เจอ (ถ้าเรามี List เพื่อนที่เป็นเพื่อนอนุบาลด้วยกันอย่างน้อยหนึ่งถึงสองคน) หรือถ้าคุณเป็นเจ้านายแล้วการประชุมอะไรซักอย่างในวันหยุด จะเรียกให้ลูกน้องมาที่ษริษัทก็เสียน้ำใจเปล่าๆ ลองมาใช้ Google Hangout นัดประชุมออนไลน์จะช่วยคุณได้เยอะเลยทีเดียว หรือหากเก็บภาพประทับใจของคุณและคนรักก็สามารถถ่ายลง Instagram ได้อีกตะหากเห็นมั้ยครับว่าเทคโนโลยีพวกนี้มันทำให้ความสัมพันธ์ของเราใกล้กันมากขึ้นจริงๆ ซึ่งหากคิดดีๆ มันขึ้นอยู่กับตัวคุณเองมากกว่าว่าจะใช้ประโยชน์อะไรจากสิ่งเหล่านี้ได้บ้าง แต่ก็ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อคุณเสมอนะครับ เพราะมันอาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของคุณและคนรอบข้างลดต่ำลงได้ยกตัวอย่างเช่น มีเพื่อนโพสข้อความดูหมิ่นหรือรูปภาพที่ผิดต่อกฎหมายใน Facebook ของคุณ, ใช้ Google Hangout ต่อว่าหรือด่าทอคุณต่อคนจำนวนมากใน Circle, ถ่ายภาพคุณและกิ๊กลง Instragram โดยลืมไปว่าแฟนก็ตาม Follow อยู่ (ชีวิตจบเลยนะนั่น)ก็เลยอยากฝากผู้อ่านทุกท่านนะครับ อยากให้คุณนำเทคโนโลยีต่างๆ รอบตัวมาสร้างความสัมพันธ์ของคุณให้มันแน่นกันมากขึ้น ให้เราได้รู้จักกันมากขึ้นจะดีกว่า อย่านำไปใช้ในทางไม่สร้า้งสรรค์หรือมีพวกมันอยู่ แต่ก็ไม่อยากใช้ ถ้าคุณลองเสียสละเวลาซักนิด สอนคุณพ่อหรือคุณแม่ใช้เทคโนโลยีพวกนี้ รับรองว่าจะลืมไปเลยว่าเคยเอาแต่คุยโทรศัพท์กันมาก่อนเลยทีเดียว :3ปล. : ถ้าให้คุณพ่อคุณแม่หรือญาติมาเป็น Friend กับเราใน Facebook อย่าลืมระวังเรื่องการแชร์รูปหรือการโพสข้อความต่างๆ ด้วย เดี๋ยวงานจะงอกโดยไม่รู้ตัวนะจ๊ะที่มาภาพ : http://clintonpower.com.au/2011/07/the-disturbing-effects-of-technology-on-your-relationships/ 

29 August 2012 vvkhxng

“Don’t kick the chair. It’s gonna get better.” ประโยคเด็ดจากเพลง Don’t Kick The Chair ผลงานของสาว Dia Frampton ที่ได้ Kid Cudi มาร่วม Featuring ด้วย วันนี้ก็เลยอยากมาแนะนำให้คุณได้ลองฟังเพลงนี้ด้วยกัน :3สำหรับเพลง Don’t Kick The Chair นั้น เนื้อหาของเพลงพูดถึง ความผิดหวังต่อความรักที่คุณต้องเจอะเจอ ระหว่างนั้นก็รู้สึกหมดหวัง ท้อแท้ หาทางออกไม่เจอ เหมือนเป็นผู้แพ้ที่รู้ตัวอีกที ก็มีเชือกมารั้งที่คอไว้ พร้อมที่จะห้อยต่องแต่งจากคานลงมา  เค้าเลยรีบบอกว่า ‘Don’t kick the chair’ ก็หมายถึง ถ้าคุณถีบเก้าอี้ที่คุณยืนอยู่ให้ร่วงลงไปเมื่อไหร่ คุณก็ตายเมื่อนั้น ฉะนั้น อย่าถีบเก้าอี้เลยนะ เพราะทุกอย่างมันต้องดีขึ้นเองถ้าตีความเอง ผมเข้าใจว่า เก้าอี้ ที่เค้าสื่อ คงจะหมายถึง คุณยังมีคนอื่นอีกมากมายที่พร้อมให้ความช่วยเหลือคุณ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ เพื่อนหรือคนอื่นๆ นั่นเองฟังเพลงนี้ครั้งแรกจังหวะมันชวนโยกมาก นั่งฟังแล้วก็ต้องโยก ยิ่งเจอประโยคติดหูอย่าง ‘Don’t kick the chair’ ก็เลยทำให้สงสัยว่า ทำไมต้องห้ามเราถีบเก้าอี้ด้วย อีกทั้งเสียงของ Dia ทำให้เพลงนี้มีกลิ่นอายที่ทำให้ติดหูได้ง่าย ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงให้กำลังใจชั้นดีของคนที่หมดหวังหรือไม่รู้จะแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเองได้อย่างไร ฉะนั้น อย่าถีบเก้าอี้ที่คุณยืนอยู่ นะครับรับฟังไม่ได้ คลิ๊กที่นี่

28 August 2012 vvkhxng

กลายเป็นเรื่องที่น่ากลัวและไม่คิดว่าการจะพยายามแฮกข้อมูลในสมองของเรากำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งมีการนำเสนอผลงานวิจัยนี้ที่งานกระประชุมวิชาการทางด้านความปลอดภัย (USENIX) ครั้งที่ 21 ได้นำเสนอว่าการแฮกข้อมูลผ่านสมองอาจจะกลายเป็นจริงขึ้นมาการวิจัยไม่ไ่ด้มุ่งเน้นเรื่องของการแฮกข้อมูลที่เกิดจากสิ่งลี้ลับหรือสิ่งเหนือธรรมชาติต่างๆ แต่พวกเค้ากำลังศึกษาไปที่ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ในราคาถูกที่ใครก็จับจองได้ เช่น หูฟัง Emotiv’s EPOC ที่มันสามารถช่วยให้คุณควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณด้วยคลื่นสมอง ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าที่มีคนหัวใส สร้างโปรแกรมประเภทมัลแวร์ต่างๆ แฝงเข้าไปเพื่อเจาะเอาข้อมูลออกมาศูนย์การวิจัยเกี่ยวกับคลื่นสมอง ได้ทดลองเรื่องนี้ โดยใช้หนูทดลอง 28 ตัวมาใส่หูฟังเข้าไป จากนั้นก็ให้หนูดูภาพต่างๆ เช่น เลขบัตรเครดิต สิ่งของต่างๆ หรือถามคำถามให้หนูตทดลองฟัง ปรากฎว่าคลื่นสมองที่ปล่อยออกมาแล้วทำการวิเคราะห์ด้วยซอฟต์แวร์ประมวลผลสัญญาณ นักวิจัยสามารถที่จะพบข้อมูลส่วนตัวประมาณ 15-40 เปอร์เซ็นต์จากความถูกต้องทั้งหมดจากนี้ไปเรื่องของการขโมยข้อมูลทางความคิดก็จะกลายเป็นเรื่องน่ากลัวไปซะแล้ว ซึ่งเราคนพวกนี้อาจจะใช้ประโยชน์เพื่อขโมยหมายเลขบัญชีธนาคารของคุณ เลขที่บัตรเครดิต น้ำหนัก หรือค้นหาว่าเงินที่คุณซ่อนไว้อยู่ใต้หมอนหรือไม่ ก็เป็นได้นะครับSource : http://gizmodo.com/5938279/researchers-are-trying-to-hack-your-brain

28 August 2012 vvkhxng

ยุคสมัยที่เราต้องเดินทางแบบนี้ หลายคนเลือกที่จะใช้รถยนตร์ส่วนตัวบ้างเพราะสะดวก บางคนก็รถไฟ นั่งชิวๆ ดูธรรมชาติเพลินๆ หรือเลือกใช้รถโดยสารประจำทาง ที่เราเรียกติดปากว่า รถเมล์ ซึ่งถ้าเป็นของประเทศไทย คนที่ใช้บริการใหม่ๆ จะทราบดีว่า ในตอนเช้าและตอนเย็น แทบจะเบียบเสียดกันจนไม่อยากขึ้นแต่ที่เมืองเดรสเดน ประเทศเยอรมัน ได้นำเสนอทางเลือกใหม่ให้กับชาวเมือง นั่นคือ รถเมล์พ่วง ที่ยาว 30 เมตรต่อกัน 3 คัน (รวม 90 เมตร) คันนึงก็จุคนได้ประมาณ 256 คน โดยเคลื่อนที่ด้วยระบบไฮบริด ซึ่งสามารถใช้น้ำมันและไฟฟ้าได้ด้วย มันสามารถเคลื่อนที่ได้ 8 กิโลเมตรจากพลังงานแบตเตอรรี่ล้วยๆ โดยจะไปรับผู้โดยสารตามเมืองที่วุ่นวายต่างๆ ซึ่งเจ้ารถคันนี้ ผู้ขับรถโดยสารทุกคนก็สามารถขับได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาติพิเศษอีกด้วยซึ่งเจ้ารถเมล์พ่วงคันนี้ ออกแบบโดย Fraunhofer Institute for Transportation และ Infrastructure Systems IVI ในเมือง Dresden และ the Technical University Dresden ซึ่งผู้สร้างบอกว่า รถเมล์ดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบในสถานที่ต่างๆ นอกเมือง โดยในเมืองตุลาคมก็จะเริ่มรับผู้โดยสายในเมืองแล้วเห็นแบบนี้แล้ว คงคิดจะเอามาใช้กับเมืองใหญ่ๆ อย่างกทม. ก็คงยากหน่อยนะครับ ถนนและการเดินทางไม่ได้เอื้ออำนวยซักเท่าไหร่ :PSource : http://www.thelocal.de/sci-tech/20120823-44535.html

27 August 2012 vvkhxng

ในชีวิตประจำวันที่แสนจะวุ่นวายและอากาศร้อนๆ แบบนี้ บางคนอาจจะมีตัวช่วยที่กันไปตามสถานการณ์ บางคนก็น้ำเย็น บางคนก็ยาดม บางคนก็ยาอม บลาๆๆๆ พอดีวันสัปดาห์วิทยาศาสตร์ที่ผ่านมา มีการนำสินค้าตัวนึงมาขาย มันน่าสนใจดี เพราะเค้าบอกว่า เป็นยาหม่องที่สกัดจาก ‘พริก’ ไม่ใช่ Pig หรือ พลิก แน่นอน พริกเผ็ดๆ นี่แหละ วันนี้จะมารีวิวให้อ่านว่า ผลิตภัณฑ์ของเค้าดีเยี่ยงไรนะเออ :3ยาหม่องกอลลิร่า – Gorilla Gelสำหรับเจ้ายาหม่องตัวนี้ นักแสดงสุดเท่อย่างคุณน็อต วรฤทธิ์ เฟื่องอารมณ์เป็นผู้ศึกษาและได้จัดจำหน่ายในที่ เจ้ายาหม่องตัวนี้ให้ความร้อนเช่นเดียวกับน้ำมันระกำแต่ไม่มีกลิ่น โดยสรรพคุณคือช่วยขยายหลอดเลือด ที่มาจากคุณสมบัติของเจ้าสารแคปไซซิน หรือ แคปซิคัมในพริก (ก็คือเจ้าสารเผ็ดๆ ที่เวลามันอยู่ในปากเรานั่นเอง) ซึ่งคุณน็อตเข้าได้ปลูกและใช้พริกที่เผ็ดที่สุดมาสกัดจนได้สารแคปไซซินที่เข้มข้นออกมานั่นเอง ส่วนวิธีการใช้ก็ยาหม่องทั่วไปละครับ แก้วิงเวียน หน้ามืด แมลงสัตว์กัดต่อย  ทาทูๆ ได้หมดเลย เอาละ วิชาการมาก็มากพอ เรามาดูว่าเจ้ายาหม่องตัวนี้หน้าตาเป็นยังไงกันดีกว่าหน้าตาด้านหน้าผลิตภัณฑ์ของเจ้ายาหม่องกอลลิล่า ส่วนด้านหลังก็อธิบายสรรพคุณ รูปการใช้งาน คำเตือน ส่วนประกอบและที่ผลิดแกะออกมาแล้ว จะได้รูปร่างหน้าตาแบบนี้หน้าตลับก็มีเจ้ากอลลิล่าถือยาหม่องและโลโก้ของสินค้าด้วยหลังตลับมีสถานที่จัดจำหน่าย น้ำหนักสุทธิและ Facebook ด้วยนะวิธีการใช้งานก็แค่สไลด์ฝาออกมาก็เจอกับเนื้อยาหม่องแล้ว :Dนี่… เนื้อยาหม่องแบบเต็มๆ เลย เยอะด้วยนะ ด้านข้างตลับ รอยถลอกเยอะไปหน่อย เพราะชอบสไลด์มันเล่น เพลินดีจากการใช้งานแล้ว เมื่อเปิดตลับครั้งแรก กลิ่นของยาหม่องโชยออกมาก่อนเลย ใช้ไปนานๆ รู้สึกว่ากลิ่นของยาหม่องหอมมาก ไม่มีกลิ่นของพริกแม้แต่นิดเดียวเลย คนที่ไม่ชอบอะไรเผ็ดๆ ก็ไม่ต้องกลัวว่ามันจะเผ็ดจนเข้าคอนะครับ แถมใช้ทาถูๆ แล้วไม่รู้สึกแสบร้อนเหมือนยาหม่องบางยี่ห้อที่ทาแล้วแทบจะร้องไห้ อีกอย่างหนึ่งคือ ตัวผลิตภัณฑ์ออกแบบมาได้เข้ากับวัยรุ่นดี คือไม่ต้องถือเป็นขวดๆ หรือเป็นแท่งๆ แต่เป็นตลับ เดี๋ยวนี้ก็หายาที่บรรจุอยู่ในตลับยากเหมือนกันนะ เลยทำให้ผมเพลินกับการสไลด์ฝามันทั้งวัน ดูจากรอยด้านข้างก็ได้ (ฮา) ส่วนราคาแค่ 35 บาทเท่านั้น ไม่ได้แพงแต่อย่างใดเลยก็ถือว่าเจ้ายาหม่องกอลลิร่าตัวนี้ ใครๆ ก็ถือได้ แถมใช้แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะแก่ด้วย ใครสนใจก็เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/thegorillagel อากาศแปรปรวนแบบนี้ก็อย่าลืมพกหรือติดบ้านไปซักตลับก็ดีนะครับ :)ป.ล. : ไม่ได้ค่าโฆษณาแต่อย่างใด ถ้าพี่น็อตแวะมาเห็นจะดีใจมาก อิอิป.อ. : ของอันไหน ใช้ดี เราต้องบอกต่อ (ฮา)