Monthly Archives

August 2012

Other

เมื่อเทคโนโลยีทำให้เราใกล้กัน


ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ก็อาจจะทำให้เกิดประโยชน์มากมายต่อมนุษย์ หรืออาจจะเกิดผลลบที่แย่มากๆ ต่อมนุษย์เช่นเดียวกัน วันนี้ผมขอพูดถึงเรื่องของเทคโนโลยีและความสัมพันธ์ของมนุษย์ในปัจจุบันละกัน
หลังจากที่ผมได้ Hangout กับแม่ผ่านทาง Google+ ก็ทำให้คิดได้ว่า เทคโนโลยีพวกนี้มันก็ทำให้ความสัมพันธ์ของคนเราที่อยู่ไกลกันมันใกล้กันได้มากขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีกอดอุ่นๆ หรือเสียงจริงๆ ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ถือว่าสิ่งเหล่านี้ สามารถทดแทนและทำให้เรารู้สึกว่าคนที่เราคุยกับเค้าอยู่ใกล้กับเราจริงๆ
บางคนอาจจะคิดไม่ถึงซะด้วยซ้ำว่า จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะวันๆ ก็แต่กด Like จิ้ม Share อยู่แค่นั้น ประโยชน์ของพวกมันก็มีมหาศาลบานตะไทนะครับ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะทำยังไงให้มันเป็นประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากคุณไม่ได้พบเพื่อนเก่าสมัยอนุบาลมานาน ถ้าลองใช้ Facebook ค้นหา รับรองว่ายังไงก็เจอ (ถ้าเรามี List เพื่อนที่เป็นเพื่อนอนุบาลด้วยกันอย่างน้อยหนึ่งถึงสองคน) หรือถ้าคุณเป็นเจ้านายแล้วการประชุมอะไรซักอย่างในวันหยุด จะเรียกให้ลูกน้องมาที่ษริษัทก็เสียน้ำใจเปล่าๆ ลองมาใช้ Google Hangout นัดประชุมออนไลน์จะช่วยคุณได้เยอะเลยทีเดียว หรือหากเก็บภาพประทับใจของคุณและคนรักก็สามารถถ่ายลง Instagram ได้อีกตะหาก
เห็นมั้ยครับว่าเทคโนโลยีพวกนี้มันทำให้ความสัมพันธ์ของเราใกล้กันมากขึ้นจริงๆ ซึ่งหากคิดดีๆ มันขึ้นอยู่กับตัวคุณเองมากกว่าว่าจะใช้ประโยชน์อะไรจากสิ่งเหล่านี้ได้บ้าง แต่ก็ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อคุณเสมอนะครับ เพราะมันอาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของคุณและคนรอบข้างลดต่ำลงได้
ยกตัวอย่างเช่น มีเพื่อนโพสข้อความดูหมิ่นหรือรูปภาพที่ผิดต่อกฎหมายใน Facebook ของคุณ, ใช้ Google Hangout ต่อว่าหรือด่าทอคุณต่อคนจำนวนมากใน Circle, ถ่ายภาพคุณและกิ๊กลง Instragram โดยลืมไปว่าแฟนก็ตาม Follow อยู่ (ชีวิตจบเลยนะนั่น)
ก็เลยอยากฝากผู้อ่านทุกท่านนะครับ อยากให้คุณนำเทคโนโลยีต่างๆ รอบตัวมาสร้างความสัมพันธ์ของคุณให้มันแน่นกันมากขึ้น ให้เราได้รู้จักกันมากขึ้นจะดีกว่า อย่านำไปใช้ในทางไม่สร้า้งสรรค์หรือมีพวกมันอยู่ แต่ก็ไม่อยากใช้ ถ้าคุณลองเสียสละเวลาซักนิด สอนคุณพ่อหรือคุณแม่ใช้เทคโนโลยีพวกนี้ รับรองว่าจะลืมไปเลยว่าเคยเอาแต่คุยโทรศัพท์กันมาก่อนเลยทีเดียว :3

ปล. : ถ้าให้คุณพ่อคุณแม่หรือญาติมาเป็น Friend กับเราใน Facebook อย่าลืมระวังเรื่องการแชร์รูปหรือการโพสข้อความต่างๆ ด้วย เดี๋ยวงานจะงอกโดยไม่รู้ตัวนะจ๊ะ

ที่มาภาพ : http://clintonpower.com.au/2011/07/the-disturbing-effects-of-technology-on-your-relationships/ 
No Comments
Entertainment

[ผ่านหูมาแล้ว] Don’t Kick The Chair – Dia Frampton


“Don’t kick the chair. It’s gonna get better.” ประโยคเด็ดจากเพลง Don’t Kick The Chair ผลงานของสาว Dia Frampton ที่ได้ Kid Cudi มาร่วม Featuring ด้วย วันนี้ก็เลยอยากมาแนะนำให้คุณได้ลองฟังเพลงนี้ด้วยกัน :3

สำหรับเพลง Don’t Kick The Chair นั้น เนื้อหาของเพลงพูดถึง ความผิดหวังต่อความรักที่คุณต้องเจอะเจอ ระหว่างนั้นก็รู้สึกหมดหวัง ท้อแท้ หาทางออกไม่เจอ เหมือนเป็นผู้แพ้ที่รู้ตัวอีกที ก็มีเชือกมารั้งที่คอไว้ พร้อมที่จะห้อยต่องแต่งจากคานลงมา  เค้าเลยรีบบอกว่า ‘Don’t kick the chair’ ก็หมายถึง ถ้าคุณถีบเก้าอี้ที่คุณยืนอยู่ให้ร่วงลงไปเมื่อไหร่ คุณก็ตายเมื่อนั้น ฉะนั้น อย่าถีบเก้าอี้เลยนะ เพราะทุกอย่างมันต้องดีขึ้นเอง
ถ้าตีความเอง ผมเข้าใจว่า เก้าอี้ ที่เค้าสื่อ คงจะหมายถึง คุณยังมีคนอื่นอีกมากมายที่พร้อมให้ความช่วยเหลือคุณ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ เพื่อนหรือคนอื่นๆ นั่นเอง

ฟังเพลงนี้ครั้งแรกจังหวะมันชวนโยกมาก นั่งฟังแล้วก็ต้องโยก ยิ่งเจอประโยคติดหูอย่าง ‘Don’t kick the chair’ ก็เลยทำให้สงสัยว่า ทำไมต้องห้ามเราถีบเก้าอี้ด้วย อีกทั้งเสียงของ Dia ทำให้เพลงนี้มีกลิ่นอายที่ทำให้ติดหูได้ง่าย ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงให้กำลังใจชั้นดีของคนที่หมดหวังหรือไม่รู้จะแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเองได้อย่างไร ฉะนั้น อย่าถีบเก้าอี้ที่คุณยืนอยู่ นะครับ
รับฟังไม่ได้ คลิ๊กที่นี่
No Comments
Other

ระวังให้ดี นักวิจัยกำลังทดลองแฮกข้อมูลในสมอง!


กลายเป็นเรื่องที่น่ากลัวและไม่คิดว่าการจะพยายามแฮกข้อมูลในสมองของเรากำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งมีการนำเสนอผลงานวิจัยนี้ที่งานกระประชุมวิชาการทางด้านความปลอดภัย (USENIX) ครั้งที่ 21 ได้นำเสนอว่าการแฮกข้อมูลผ่านสมองอาจจะกลายเป็นจริงขึ้นมา


การวิจัยไม่ไ่ด้มุ่งเน้นเรื่องของการแฮกข้อมูลที่เกิดจากสิ่งลี้ลับหรือสิ่งเหนือธรรมชาติต่างๆ แต่พวกเค้ากำลังศึกษาไปที่ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ในราคาถูกที่ใครก็จับจองได้ เช่น หูฟัง Emotiv’s EPOC ที่มันสามารถช่วยให้คุณควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณด้วยคลื่นสมอง ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าที่มีคนหัวใส สร้างโปรแกรมประเภทมัลแวร์ต่างๆ แฝงเข้าไปเพื่อเจาะเอาข้อมูลออกมา

ศูนย์การวิจัยเกี่ยวกับคลื่นสมอง ได้ทดลองเรื่องนี้ โดยใช้หนูทดลอง 28 ตัวมาใส่หูฟังเข้าไป จากนั้นก็ให้หนูดูภาพต่างๆ เช่น เลขบัตรเครดิต สิ่งของต่างๆ หรือถามคำถามให้หนูตทดลองฟัง ปรากฎว่าคลื่นสมองที่ปล่อยออกมาแล้วทำการวิเคราะห์ด้วยซอฟต์แวร์ประมวลผลสัญญาณ นักวิจัยสามารถที่จะพบข้อมูลส่วนตัวประมาณ 15-40 เปอร์เซ็นต์จากความถูกต้องทั้งหมด
จากนี้ไปเรื่องของการขโมยข้อมูลทางความคิดก็จะกลายเป็นเรื่องน่ากลัวไปซะแล้ว ซึ่งเราคนพวกนี้อาจจะใช้ประโยชน์เพื่อขโมยหมายเลขบัญชีธนาคารของคุณ เลขที่บัตรเครดิต น้ำหนัก หรือค้นหาว่าเงินที่คุณซ่อนไว้อยู่ใต้หมอนหรือไม่ ก็เป็นได้นะครับ

No Comments
Other

รถเมล์พ่วง ทางเลือกโดยสารใหม่ของชาวเยอรมัน


ยุคสมัยที่เราต้องเดินทางแบบนี้ หลายคนเลือกที่จะใช้รถยนตร์ส่วนตัวบ้างเพราะสะดวก บางคนก็รถไฟ นั่งชิวๆ ดูธรรมชาติเพลินๆ หรือเลือกใช้รถโดยสารประจำทาง ที่เราเรียกติดปากว่า รถเมล์ ซึ่งถ้าเป็นของประเทศไทย คนที่ใช้บริการใหม่ๆ จะทราบดีว่า ในตอนเช้าและตอนเย็น แทบจะเบียบเสียดกันจนไม่อยากขึ้น

แต่ที่เมืองเดรสเดน ประเทศเยอรมัน ได้นำเสนอทางเลือกใหม่ให้กับชาวเมือง นั่นคือ รถเมล์พ่วง ที่ยาว 30 เมตรต่อกัน 3 คัน (รวม 90 เมตร) คันนึงก็จุคนได้ประมาณ 256 คน โดยเคลื่อนที่ด้วยระบบไฮบริด ซึ่งสามารถใช้น้ำมันและไฟฟ้าได้ด้วย มันสามารถเคลื่อนที่ได้ 8 กิโลเมตรจากพลังงานแบตเตอรรี่ล้วยๆ โดยจะไปรับผู้โดยสารตามเมืองที่วุ่นวายต่างๆ ซึ่งเจ้ารถคันนี้ ผู้ขับรถโดยสารทุกคนก็สามารถขับได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาติพิเศษอีกด้วย
ซึ่งเจ้ารถเมล์พ่วงคันนี้ ออกแบบโดย Fraunhofer Institute for Transportation และ Infrastructure Systems IVI ในเมือง Dresden และ the Technical University Dresden ซึ่งผู้สร้างบอกว่า รถเมล์ดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบในสถานที่ต่างๆ นอกเมือง โดยในเมืองตุลาคมก็จะเริ่มรับผู้โดยสายในเมืองแล้ว
เห็นแบบนี้แล้ว คงคิดจะเอามาใช้กับเมืองใหญ่ๆ อย่างกทม. ก็คงยากหน่อยนะครับ ถนนและการเดินทางไม่ได้เอื้ออำนวยซักเท่าไหร่ 😛


Source : http://www.thelocal.de/sci-tech/20120823-44535.html

No Comments
Review

[ลองมาแล้ว] ยาหม่องกอลลิร่า


ในชีวิตประจำวันที่แสนจะวุ่นวายและอากาศร้อนๆ แบบนี้ บางคนอาจจะมีตัวช่วยที่กันไปตามสถานการณ์ บางคนก็น้ำเย็น บางคนก็ยาดม บางคนก็ยาอม บลาๆๆๆ พอดีวันสัปดาห์วิทยาศาสตร์ที่ผ่านมา มีการนำสินค้าตัวนึงมาขาย มันน่าสนใจดี เพราะเค้าบอกว่า เป็นยาหม่องที่สกัดจาก ‘พริก’ ไม่ใช่ Pig หรือ พลิก แน่นอน พริกเผ็ดๆ นี่แหละ วันนี้จะมารีวิวให้อ่านว่า ผลิตภัณฑ์ของเค้าดีเยี่ยงไรนะเออ :3

ยาหม่องกอลลิร่า – Gorilla Gel

สำหรับเจ้ายาหม่องตัวนี้ นักแสดงสุดเท่อย่างคุณน็อต วรฤทธิ์ เฟื่องอารมณ์เป็นผู้ศึกษาและได้จัดจำหน่ายในที่ เจ้ายาหม่องตัวนี้ให้ความร้อนเช่นเดียวกับน้ำมันระกำแต่ไม่มีกลิ่น โดยสรรพคุณคือช่วยขยายหลอดเลือด ที่มาจากคุณสมบัติของเจ้าสารแคปไซซิน หรือ แคปซิคัมในพริก (ก็คือเจ้าสารเผ็ดๆ ที่เวลามันอยู่ในปากเรานั่นเอง) ซึ่งคุณน็อตเข้าได้ปลูกและใช้พริกที่เผ็ดที่สุดมาสกัดจนได้สารแคปไซซินที่เข้มข้นออกมานั่นเอง ส่วนวิธีการใช้ก็ยาหม่องทั่วไปละครับ แก้วิงเวียน หน้ามืด แมลงสัตว์กัดต่อย  ทาทูๆ ได้หมดเลย เอาละ วิชาการมาก็มากพอ เรามาดูว่าเจ้ายาหม่องตัวนี้หน้าตาเป็นยังไงกันดีกว่า


หน้าตาด้านหน้าผลิตภัณฑ์ของเจ้ายาหม่องกอลลิล่า


ส่วนด้านหลังก็อธิบายสรรพคุณ รูปการใช้งาน คำเตือน ส่วนประกอบและที่ผลิด

แกะออกมาแล้ว จะได้รูปร่างหน้าตาแบบนี้


หน้าตลับก็มีเจ้ากอลลิล่าถือยาหม่องและโลโก้ของสินค้าด้วย


หลังตลับมีสถานที่จัดจำหน่าย น้ำหนักสุทธิและ Facebook ด้วยนะ


วิธีการใช้งานก็แค่สไลด์ฝาออกมาก็เจอกับเนื้อยาหม่องแล้ว 😀


นี่… เนื้อยาหม่องแบบเต็มๆ เลย เยอะด้วยนะ

 

ด้านข้างตลับ รอยถลอกเยอะไปหน่อย เพราะชอบสไลด์มันเล่น เพลินดี

จากการใช้งานแล้ว เมื่อเปิดตลับครั้งแรก กลิ่นของยาหม่องโชยออกมาก่อนเลย ใช้ไปนานๆ รู้สึกว่ากลิ่นของยาหม่องหอมมาก ไม่มีกลิ่นของพริกแม้แต่นิดเดียวเลย คนที่ไม่ชอบอะไรเผ็ดๆ ก็ไม่ต้องกลัวว่ามันจะเผ็ดจนเข้าคอนะครับ แถมใช้ทาถูๆ แล้วไม่รู้สึกแสบร้อนเหมือนยาหม่องบางยี่ห้อที่ทาแล้วแทบจะร้องไห้ อีกอย่างหนึ่งคือ ตัวผลิตภัณฑ์ออกแบบมาได้เข้ากับวัยรุ่นดี คือไม่ต้องถือเป็นขวดๆ หรือเป็นแท่งๆ แต่เป็นตลับ เดี๋ยวนี้ก็หายาที่บรรจุอยู่ในตลับยากเหมือนกันนะ เลยทำให้ผมเพลินกับการสไลด์ฝามันทั้งวัน ดูจากรอยด้านข้างก็ได้ (ฮา) ส่วนราคาแค่ 35 บาทเท่านั้น ไม่ได้แพงแต่อย่างใดเลย
ก็ถือว่าเจ้ายาหม่องกอลลิร่าตัวนี้ ใครๆ ก็ถือได้ แถมใช้แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะแก่ด้วย ใครสนใจก็เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/thegorillagel อากาศแปรปรวนแบบนี้ก็อย่าลืมพกหรือติดบ้านไปซักตลับก็ดีนะครับ 🙂

ป.ล. : ไม่ได้ค่าโฆษณาแต่อย่างใด ถ้าพี่น็อตแวะมาเห็นจะดีใจมาก อิอิ
ป.อ. : ของอันไหน ใช้ดี เราต้องบอกต่อ (ฮา)
No Comments
Entertainment

[ไปดูมาแล้ว] Echo จิ๋วก้องโลก


คือได้สิทธิได้จาก MGen มา ดู 1 แถม 1 ก็เลยลากแก๊งค์พี่ๆ คอหนังไปดูกันเหมือนเดิม จริงๆ ใน List หนังที่เข้าและยังไม่ออกในช่วงนี้ ถ้าถามว่ามีเรื่องไหนน่าดู จริงๆ อยากดู Ted มาก แต่ยังไม่เข้า ก็เลยสนับสนุน Animation ไทยซักหน่อย อีกอย่างเหมือนที่ผมบอกว่าผมชอบเสพย์พวกงานศิลป์แนว Animation ด้วย ก็เลยได้ดู เอคโค่ (Echo Planet) จิ๋วก้องโลก จนได้

สำหรับ Echo จิ๋วก้องโลก เป็นแอนนิเมชั่นจากผู้สร้างเรื่อง ก้านกล้วย ก็คือบริษัท กันตนา หมายความว่า นี่คือ Animation สายพันธุ์ไทยนี่เอง บอกไว้ก่อนว่าที่ผมไปดูเป็นแค่ 2D Digital นะครับ เลยไม่สามารถบรรยายได้ว่า 3D เป็นยังไง 

เอคโค่ … เสียงก้องจากโลกใบใหญ่


เนื้อเรื่องคร่าวๆ เป็นเรื่องของเด็กสาวชาวกะเหรี่ยง หน่อวา กับน้องชายที่มีความสามารถคุยกับธรรมชาติได้ ตั้งแต่ต้นไม้ไปจนถึงสัตว์ต่างๆ จ่อเป ที่วันหนึ่งได้พบกับลูกชายประธานาธิบดีจาก Capital City แซม ที่ต้องมาช่วยกันกู้โลกใบนี้จากหายนะของผีไฟ ที่เกิดจากการภาวะเรือนกระจกที่มนุษย์สร้างขึ้นมา (คือถ้าเล่ามากกว่านี้ คงจะไม่สมควรจริงๆ :P)


สาระสำคัญของเรื่องนี้ ก็เล่นประเด็นของภาวะโลกร้อนแบบตรงตัวเลยทีเดียว คือถ้าจะดูเรื่องนี้ ผมอยากให้คุณเข้าไปในฐานะเด็กคนนึงที่อยากช่วยกู้โลก (ฮา) เพราะหนังเล่นกับความเป็นเด็กทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการที่น้องชายสามารถสื่อสารกับธรรมชาติได้ ก็เหมือนเด็กที่คุยกับของเล่นได้เหมือนมีชีวิต หรือความซุกซนของเด็กที่ทำให้ผู้ใหญ่ปวดหัวได้อยู่เสมอ ทีนี้หนังเล่นกับการแทนเจ้าสิ่งที่เรามองไม่เห็นให้เป็นสิ่งมีชีวิต คือให้เด็กดูแล้วเข้าใจ เช่น ผีไฟ ก็คือเจ้าความร้อนที่เข้ามาทำให้โลกร้อนขึ้น หรือ งูใหญ่ ที่เป็นพลังงานไฟฟ้า นั่นเอง ฉะนั้น ผมแนะนำว่า ถ้าพาเด็กไปดู รับรองว่าเด็กจะซึมซาบกับสิ่งที่เค้าสื่อสารออกมาจากหนังได้เป็นอย่างดี แต่…ถ้ามองในมุมมองของวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ รับรองว่าเรื่องนี้ไม่ผ่านเท่าไหร่ ผมขอใช้คำว่า หนังโลกสวย เลยละกัน คือหนังมันทำให้ดูโลกสวยเกินไป เช่น โลกแทบจะระเบิดเป็นหนัง 2012 อยู่ละ แต่การแก้ปัญหาเรื่องนี้จุดไต้ตำตอมาก (พูดไม่ได้ๆ เดี๋ยวสปอยด์) หลังๆ นี่เหมือนพยายามจะสื่อด้วยภาพให้เด็กอย่างเดียว ทำให้หนังจืดไปโดยปริยาย ส่วนความสนุกก็มีออกมาเป็นพักๆ ไม่ถึงกับขำกร๊าก แต่ก็ถือว่าออกมาก็อมยิ้มได้พอสมควร
มุมมองของนักพากษ์ ถือว่าโอเค ไม่เบาหรือหนักจนเกินไป สามารถทำให้เราอินกับตัวละครนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเสียงของ จ่อเป ที่ทำให้ฟังแล้วคิดว่าตัวละครตัวนั้นมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ เลยทีเดียว


อีกอย่างที่คิดว่า กันตนา จะขาดไม่ได้เลยก็คือ การสร้างตัวการ์ตูนประเภทสัตว์ออกมา เพราะตัวเองก็ดังมาจาก ก้านกล้วย จะขาดเจ้าพวกสัตว์มาสร้างสีสันไม่ได้ ก็เลยมีตัว ชะมด(?) ที่ออกมาเล่นให้ฮาเป็นพักๆ  หรือสัตว์ที่ยกมาทั้งป่าให้ได้ชื่นชมผลงานกัน 
ทางด้านการสร้าง ผมไม่คิดจะเทียบกับ Hollywood นะ เพราะคิดว่าศักยภาพของคนไทยเจ๋งที่สุดแล้วที่ทำได้ขนาดนี้ ถึงแม้งานจะไม่เนียบเท่าที่ควร คือ มองออกเลยว่าตัวการ์ตูนขยับเหมือนทรงกระบอกเลย และคิดว่าผู้กำกับคงอยากจะเน้นตัวละครมากกว่า เลยทำให้ฉากต่างๆ มันดูดรอปลงไปเลย โดยรวมถือว่างานแบบนี้ก็เทียบชั้นกับระดับโลกได้ไม่ยากเท่าไหร่ (ถ้างานกำกับดีกว่านี้อีกนิดนึง)
หลังจากที่เครดิตหนังขึ้น จริงๆ ก็สงสัยตั้งแต่ดูแลวว่า ทำไมงานเสียงออกมาถือว่าทำได้เยี่ยมจริงๆ พอเห็นเครดิตปั๊บ แทบจะยกพนักงานสตูดิโอมาทั้งห้องเลย (ฮา) คือรายละเอียดด้านเสียงนี่งานเนียบจริงๆ ทำให้ระบบ Digital ที่ทำออกมาใช้คุ้มค่าแล้ว อีกทั้ง ขอชื่นชมทีมงานในการทำการบ้านเรื่องวัฒนธรรมของคนกะเหรี่ยง ที่เค้าจะมีประเพณีนึงที่ชื่อว่า บวชป่า ซึ่งเค้าสามารถนำเรื่องนี้มาถ่ายทอดได้อย่างน่าสนใจ ยังไม่หมดนะครับ เรื่องของเพลงประกอบภาพยนตร์ ต้องบอกว่า เจ๋งมาก เพราะเพลงที่นำมาประกอบได้ แพรว คณิตกุลและศิลปินไทยภูเขาชาวปาเก่อ ชิ สุวิชาญ มาร่วมขับร้องในเพลง ฟัง สิ ฟัง สิ ฟัง ที่พอได้ยินเมโลดี้ของเพลง กลิ่นอายของภาคเหนือฟุ้งเต็มหนังเรื่องนี้เลย อีกทั้งเพลงที่ประกอบเครดิตของหนังเรื่องนี้ ฉันจะดูแลเธอให้ดีกว่าที่ผ่านมา โดย อัยย์ วีรานุกูล ก็ถือว่าสอบผ่าน เพราะทำให้ฟังแล้วติดหูง่ายเหมือนกัน



โดยสรุปแล้ว หนังเรื่องนี้โอเคในหมู่เด็กๆ มากถึงมากที่สุด ส่วนผู้ใหญ่ที่อยากดู ก็อยากให้เข้าไปรับรู้ว่า เด็กเค้าต้องการสื่ออะไรให้เราเข้าใจละกัน ที่สำคัญหนังส่งสัญญาณเตือนให้มนุษย์เริ่มหยุดการกระทำที่ทำให้โลกร้อนได้เป็นอย่างดี โดยใช้เด็กเป็นตัวสื่อสารถึงผู้ใหญ่ เพราะเค้าเชื่อว่าคำพูดของเด็กถือว่าเป็นคำพูดที่จริงใจ ฉะนั้นก็ช่วยกันรักษาโลกใบนี้ไว้ให้ลูกหลานของเรากันดีกว่า และอย่าลืมอุดหนุนอุตสาหกรรม Animation ของไทยกันด้วยนะครับ 😀

ฝากไว้ ให้คิด…

ใครที่พอจะนึกออกว่า เจ้าสิ่งนี้ มันไปปรากฎอยู่ในเกมไหนมาก่อน 
โปรด Comment ทิ้งไว้ที่ด้านล่างทีนะครับ ข้องใจจริงๆ ว่ามันมาจากไหน…

No Comments
Entertainment

[ดูซีรีย์จบแล้ว] Big (빅)

จริงๆ ซีรีย์เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ผมดูแบบชนออนแอร์ หมายถึง เค้าออนแอร์จันทร์-อังคาร ซับจะออกพุธ-พฤหัส(ไวได้โล่จริงๆ) แต่หลังๆ ติดธุระทำให้ตามไม่ทัน เพิ่งมาตามต่อเมื่ออาทิตย์สองอาทิตย์ได้ ใครที่กำลังอ่านอยู่ ผมอาจจะสปอยด์ลงไปเล็กน้อยก็อย่าถือสา เพราะสปอยด์ซีรีย์มันไม่กระเทือนเท่าสปอยด์หนังนะจ๊ะ :3


Big – โตขึ้น… ผมจะดีพอ

สำหรับซีรีย์เรื่อง Big (빅) ได้นักแสดงที่แทบจะห่างหายมาเจอกัน เช่น กงยู จากเรื่อง Coffee Prince และ ลีมินจอง จากเรื่อง Midas มาเจอกัน เนื้อเรื่องคร่าวๆ เป็นเรื่องของความซับซ้อนระหว่างหมอ(ซอยุนแจ) นักเรียน(คังคยองจุน) และคุณครู(กินดารัน) ที่วันหนึ่งยุนแจและคยองจุนประสบอุบัติเหตุพร้อมกัน ทำให้ทั้งคู่เกิดการสลับร่างกัน โดยคยองจุนมาอยู่และใช้ชีวิตในร่างของคุณหมอผู้รักเด็ก แต่คุณหมอยุนแจต้องอยู่ในร่างของคยองจุนที่สลบไสลไปตลาดกาล โดยหารู้ไม่ว่าอีกไม่กี่วันก็จะถึงงานแต่งระหว่างคุณหมอยุนแจและคุณครูดารัน สาวผู้ซึ่งอินโนเซนท์ไปซะทุกอย่าง ไม่รู้แม้แต่ว่าคุณหมอที่เธอรักก็ยังรักเธออยู่ แต่เธอก็เป็นสาวที่มโนไปเองซะทุกเรื่อง ทำให้เรื่องวุ่นๆ ระหว่างเด็กหนุ่มในร่างคุณหมอและคุณครูสุดเปิ่นต้องมาเจอกัน สุดท้ายทำให้ความห่วงและผูกพันกลายเป็นรักสามเส้าในที่สุด… (เดี๋ยวพิมพ์ไปพิมพ์มาสปอยด์มันเลย 555)

ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ แทบจะมีมากมายก่ายกองมาก ไม่ว่าจะเป็นสาวนักเรียนนอกที่เคยกิ๊กกั๊กกับคังคยองจุนมาก่อน จางมารี(รับบทโดย ซูจี วง Miss A) ที่ตามคยองจุนมาที่เกาหลีและเป็นคนเดียวในเรื่องที่รู้ว่าคยองจุนและยุนแจสลับร่างกัน ซึ่งมารีเป็นคนที่เชื่อฟังคยองจุนมากเพราะเธอรัีกแต่ผู้ชายคนนี้คนเดียว แทบจะตั้ง Fanpage ให้เข้าได้เลย ทำให้เธอไม่เคยบอกใครว่าคยองจุนและยุนแจสลับร่างกันเพราะเชื่อคำพูดที่คยองจุนบอกเธอเสมอ เธอจะคอยกีดกันไม่ให้ครูกิลก้าวก่ายในตัวคยองจุนมาก เพราะเธอหวงซะเหลือเกิน แต่เมื่อคนเราอยู่บ้านเดียวกัน อะไรๆ มันก็สปาร์คกันได้ง่าย จริงมั้ย ? หรือจะเป็นคุณหมอสาวเซ็กซี่ที่เป็นเพื่อนของคุณหมอยุนแจ ลีเซยัง (รับบทโดย จางฮีจิน) ที่เปิดเรื่องมาก็ทำให้เราสับสนแล้วว่าเธอคิดอะไรกับคุณหมอหรือเปล่า ซึ่งถือว่าเป็นตัวร้ายของเรื่องที่ช่วยให้การเดินเรื่องราบรื่นเลยทีเดียว (สวยอีกตะหาก หึหึ)
อีกความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ก็เห็นจะเป็นความรักของผู้ใหญ่ ที่แทบจะเป็นวงจรลูกโซ่ รองครูใหญ่ผู้ซึ่งหลงรักพ่อนางเอก และน้าของคยองจุนที่หลงรักแม่นางเอกเช่นเดียวกัน หรือน้องชายของนางเอก กิลชุงชิค เด็กหนุ่มจอมทึ่มที่หลงรักจางมารีแบบหัวปักหัวปำ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเค้าอยู่สูงแค่ไหน แต่เข้าก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะอยู่เคียงข้างเธอให้ได้ ทำให้เรื่องนี้มีจุดฮาๆ อยู่พอสมควร เนื้อเรื่องเลยไม่ค่อยน่าเบื่อเท่าไหร่


เพลงประกอบซีรีย์ (OST.)

สำหรับเพลงประกอบซีรีย์เรื่องนี้ จริงๆ ผมได้ฟังก่อนที่จะมีซีรีย์เรื่องนี้ฉายซะอีกนะ ได้สาวๆ เสียงดีวง Davichi มาร้องไว้ ชื่อเพลง Because It’s You เพลงนี้สามารถแทนตัวนางเอกอย่างกิลดารันได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็มีเพลงต่างๆ ทยอยออกมาแทรกต่างเรื่องตามราวเช่น One Person ของ Huh Guk, Ugly People ของ B2ST, If you love ของ Neol หรือ Hey U ของ Venny และมี Special Track ที่หนุ่มกงยูได้ร้องไว้ นั่นคือ Because It’s You ที่เอามา Cover ไว้ ได้ฟังเสียงของเค้าแล้วอบอุ่นเลยจริงๆ หรือจะเป็น I Still Love You ที่ซูจีได้ขับร้องไว้เช่นเดียวกัน รับรองว่าทั้งอัลบั้ม เพราะทุกเพลงจริงๆ

ความเห็นต่อการรับชม

สำหรับซีรีย์เรื่องนี้ เป็นซีรีย์แนวกินเด็กก็ว่าได้ เพราะคุณครูกิลก็หลงรัีกคยองจุน และคยองจุนเองก็ตกหลุมรักคุณครูกิลเช่นเดียวกัน เลยอาจจะทำให้นิยามชื่อของซีรีย์เรื่องนี้ได้ว่า ทำไมต้องชื่อ Big เพราะถ้ามองในมุมของคยองจุน เขาอยากจะโตขึ้นมาเพื่อเป็นที่รักของคุณครูกิลให้ได้ ก็เลยอยาก Big ขึ้นมานั่นเอง (คหสต.นะ)ในเรื่องการดำเนินเรื่อง ผมขอแบ่งออกเป็น 2 ส่วนละกัน ส่วนแรกคือความฮาและแฟนตาซีของเรื่อง (ประเภทของซีรีย์จัดไว้แบบนี้) ถือว่าทำได้ดี ไม่ถึงกับดีมาก เพราะถ้าเจอบทแบ๊วๆ ของนางเอกเข้าไปดูมันจืดสนิทซะไม่มี แต่ส่วนอื่นรับรองได้ว่าฮาเอาเรื่องเลย ในส่วนที่สองของดราม่า อันนี้สอบผ่านเพราะนักแสดงทุกคนที่เล่นเรื่องนี้ ถือว่าผ่านประสบการณ์ฉากเศร้าๆ มาพอสมควร แต่…สิ่งที่ผิดพลาดสำหรับเรื่องนี้ก็มีอยู่ ไม่ใช่ว่าจะอวยไปซะทีเดียว ในช่วงแรกๆ ถึงกลางๆ เรื่องมันจะน่าติดตามมาก เพราะเราอยากรู้ว่าความสัมพันธ์หรือความวุ่นวายต่างๆ ที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นมาได้อย่างไร แต่พอเข้าสู่ตอนท้ายๆ เรื่องมันเหมือนพายเรือกลางซะ มันจะสุดก็ไม่สุดซะที แถมวนอยู่อย่างนั้นแหละ ทำให้ตอนจบ มันเกิดอาการค้างคาจนเห็นชัดมาก (พอๆ กับการดูหนังแล้วไม่เข้าใจ สุดท้ายก็ต้องพึ่ง Pantip อยู่ดี)เอาเป็นว่าจาก 10 คะแนน ให้ 8.5 คะแนนสำหรับซีรีย์เรื่องนี้นะครับ ให้คะแนนเรื่องของนักแสดงและความสนุก แต่เนื้อเรื่องขอหักในส่วนท้ายๆ นิดนึง
สำหรับใครมองหาซีรีย์สนุกๆ แต่ปนดราม่าหน่อยๆ ก็แนะนำได้เรื่อง Big เลย รับรองว่าได้นั่งดูแบบ 16 ตอนรวดแบบไม่ัอยากลุกจากหน้าจอเลยทีเดียว :3
ติดตาม Sub Thai ทั้งดูออนไลน์และโหลดที่ : http://www.facebook.com/BigSeriesTH
No Comments
Entertainment

[ไปดูมาแล้ว] Brave


ปกติผมเป็นคนเสพย์ Animation เยอะเพราะต้องการหาแรงบันดาลใจในการสร้างงานพวกแนวศิลป์ต่างๆ (เรียนวิทย์คอมแท้ๆ เกี่ยวอะไรกัน 555) ไปดูเรื่อง Brave (นักรบสาวหัวใจมหากาฬ) มา ภาพยนตร์จาก Pixar และ Disney ไม่เคยดู Teaser มาก่อน รู้อย่างเดียวว่า 3D เจ๋งเพราะเพื่อนบอกมา แต่… เมเจอร์ เซนทรัลพิษณุโลก 3D ไม่เข้าครับ แถมไม่เป็น Soundtrack อีกตังหาก (คงเพราะให้เด็กดูด้วยละมั้ง เลยไม่ค่อยเป็น Soundtrack) 


Brave – ความกล้าหาญและการตัดสินใจ

เรื่องราวของเด็กสาวที่เกิดมาในสังคมของกษัตริย์ที่ต้องโดนแม่บังคับให้อยู่ในกรอบของเจ้าหญิงผู้เลอโฉมแบบฉบับเจ้าหญิงทั่วๆ ไป แต่…ตอนเด็ก ผู้เป็นพ่อได้มอบธนูให้เธอได้ร่ำเรียน จนทำให้เธอมีความกล้าหาญในการยิงธนูขั้นเทพเลยทีเดียว เรื่องราวที่สำคัญของเรื่องนี้คือ เจ้าหญิงของเราคัดค้านการถูกจับแต่งงานกับเจ้าชายที่มาเข้าร่วมการคัดตัว ทำให้เธอน้อยใจจนไปพบกับแม่มดสาวที่ทำตามคำขอของเจ้าหญิง สุดท้ายเรื่องเลยอลหม่านไปใหญ่  ทำให้เกิดสาระสำคัญของเรื่องนี้ขึ้นมา


สาระสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ อยู่ที่ความรักระหว่างแม่กับลูก ที่ดูแล้วหนังเรื่องนี้จะเน้นจนทำให้คนคิดถึงแม่อย่างผมบ่อน้ำตาแตกได้เลยทีเดียว (ยอมรับไม่เคยดูหนังแล้วจะร้องไห้ เรื่องนี้เรื่องแรกเลยที่ทำให้น้ำตาซึมเพราะคิดถึงแม่ T-T) บางทีเราอาจจะมองว่าการที่แม่ว่าเรา บังคับให้เราทำโน่นนี่นั่นแล้วเราหัวดื้อ ไม่ยอมทำตามเพราะอยากทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ บางทีมันก็มองเหตุการณ์แบบนี้ได้สองมุมเหมือนกัน แต่สุดท้ายถ้าแม่และลูกยอมเปิดใจคุยกัน ก็ทำให้ความเข้าใจของแม่และลูกสามารถทำให้เกิดความผูกพันธ์กันได้

โดยรวมถือว่าหนังเรื่องโอเคในแง่ของเด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี แต่ถามถึงความสนุกถือว่ายังไม่สุดเท่าไหร่ ฉากที่ฮาจนขำลั่นโรงก็มีบ้าง แต่ก็ไม่เยอะ แต่สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือเรื่องการบรรจงสร้างสรรค์ภาพ Animation ที่ชวนฝัน เหมือนเราเข้าไปอยู่ในนั้นจริงๆ ทำให้บางทีก็เกิดอารมณ์คล้อยตามในการดูได้เช่นกัน (อย่างบางฉากที่มีการสู้รบ ภาพมันเนียนสวยมากจริงๆ)


La Luna – เด็กชายกับพระจันทร์



จริงๆ ก่อนที่ Brave จะฉาย Pixar ก็นำ Animation ฉบับสั้นเรื่อง La Luna ซึ่งพี่ที่ไปดูด้วยกันบอกว่าเป็นการ์ตูนที่ได้รับรางวัลออสการ์ด้วย เป็นเรื่องของเด็กชายกับพ่อและปู่ที่ต้องไปดูแลดวงจันทร์ ให้เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ถึงเรื่องนี้จะไม่มีบทพูด แต่ดูแล้วก็ทำให้เชื่อว่าครอบครัวนี้อาจจะมีอยู่จริงก็ได้ ฉะนั้น อยากหาชม ก็คงต้องไปรับชมภาพยนตร์เรื่อง Brave กันแล้วละครับ :3


No Comments