พบเจอซึมเศร้า

ก่อนหน้าเราได้ยินแต่คำว่าโรคซึมเศร้าเต็มไปหมด จนเรารู้สึกว่าทำไมมันเกิดขึ้นเยอะจัง แล้วอาการของคนเหล่านั้นเค้าจะรู้สึกอย่างไร จนกระทั่งครั้งแรกนี้มันเกิดกับคนใกล้ตัวเข้าจังๆ…

เค้ามีอาการที่เข้าข่ายภาวะซึมเศร้าทุกประการ ซึ่งในระยะแรกก็ยังไม่ยอมรับมันออกมา จนกระทั่งล่าสุดมันก็แสดงอาการออกมาจนเห็นได้ชัดเจนมาก ชัดเจนจนเราเห็นภาพรวมของโรคซึมเศร้าทั้งหมดแล้วว่ามันเป็นอย่างไร เลยตัดสินใจพาไปหาหมอแบบจริงๆ จังๆ เสียที

เป็นเช้าแรกๆ ในหลายๆ เดือนที่เราเองตื่นเช้าเพื่อจะพาเค้าไปรักษา รอเค้าตื่นจากฝันร้ายก่อนก็พาตัวไปที่โรงพยาบาลรามาฯ เพราะว่าลองค้นหาข้อมูลดู ก็มีหลายเสียงบอกว่าคุณหมอที่รามาฯ โอเคดี แต่เนื่องจากเราไปกันสายพอสมควร และถ้าเราไม่นัดจิตแพทย์ไว้ก่อนและไม่มีประวัติคนไข้กับโรงพยาบาลก็ทำให้เสียเวลาไปหมด สุดท้ายเราไม่ได้คิวตรวจ และไม่มีคิวหลุดออกมาให้เราเลย พยายามถามพยาบาลที่ดูแลคิว “ขอเป็นคิวสุดท้ายได้มั้ย เค้าน่าจะเป็นโรคซึมเศร้านะครับ” พยาบาลตอบได้เพียง”ไม่มีคำว่าสุดท้ายค่ะ มีแต่คิวเต็มหรือไม่เต็ม แล้ววินิจฉัยแล้วหรอคะ รู้แล้วหรอว่าเค้าเป็นซึมเศร้าทั้งๆ ที่ยังไม่ตรวจที่ไหนเลย” เราเงียบไป พร้อมกับพยาบาลเช็คคิวหมอให้ บอกว่ามีว่าอีกทีวันที่ 10 มิ.ย. ตอนนั้นเราไม่อยากรอแล้ว แต่คงต้องรับคิวมาก่อน แล้วเดินออกมาหาเค้าที่หน้าห้อง เค้าเริ่มแสดงอาการออกมาอีกครั้งตอนยืนรอหน้าห้องตรวจที่เต็มไปด้วยผู้คนและแออัดมากๆ จนเค้าบอกภายหลังเมื่อโอเคแล้วว่าถ้าได้ตรวจที่นั่นคงอึดอัดและคงเหนื่อยน่าดู สุดท้ายเราตัดสินใจย้ายโรงพยาบาล หาที่ใกล้ที่สุด ปรากฎว่าวันศุกร์เป็นวันที่โรงพยาบาลส่วนใหญ่จะทำการครึ่งวันหรือไม่มีหมอลงตรวจเลย ตอนนั้นนึกแต่คำของเพื่อนนักจิตวิทยาว่าให้ไปโรงพยาบาลศรีธัญญา เราคิดดูแล้วพบว่าเป็นไปได้ที่ควรจะมาที่นี่เพราะหากมีการนัดครั้งต่อไป เค้าจะสบายมากเนื่องจากใกล้บ้านของเค้าเอง จึงตัดสินใจฝากเค้าไว้กับพี่สาวคนสนิทที่พาแฟนไปตรวจอยู่รามาฯ แล้วเราโทรไปสอบถามว่ายังสามารถไปหาหมอได้หรือไม่ ตอนแรกประชาสัมพันธ์ไม่อยากให้มาเพราะว่ารับลงประวัติคนไข้ใหม่แค่เช้านี้ เกรงว่าจะไปไม่ทัน เรามองดูนาฬิกา ตอนนั้น 09.45 น. เลยบอกทางนั้น “ผมต้องการรักษาเค้าจริงๆ เค้าเหมือนจะเป็นภาวะซึมเศร้าครับ เมื่อคืนอาการเค้ารุนแรงมากแล้วครับ” ประชาสัมพันธ์จึงตัดสินใจบอกว่า “โอเคค่ะ งั้นตอนนี้น้องรีบพามาให้ทันก่อน 11 โมงนะคะ ขึ้นทางด่วนมาเลยได้ยิ่งดี แล้วเดี๋ยวจะนัดหมอให้ ยังไงถึงหน้าเคาท์เตอร์แล้วแจ้งได้เลยนะคะ” ขอบคุณจริงๆ ที่ตอนนั้นพี่ประชาสัมพันธ์เข้าใจเรา สุดท้ายเราร่ำลาพี่สาว ลางานของเราและของเค้าทั้งวัน เพราะคงไปทำงานครึ่งวันไม่ได้แล้ว จากนั้นรีบพาเค้าไปที่โรงพยาบาลศรีธัญญาทันที

และเป็นอีกวันที่สวรรค์เหมือนไม่เป็นใจ เราเช็คจาก Google Maps ว่ารถจะติดขนาดไหน ตอนนั้นเวลา 10.00 น. ทางด่วนมีสีแดงเข้ม แต่เมื่อถามพี่คนขับรถแท็กซี่ “เวลานี้รถฝั่งเราไม่ติดหรอกน้อง วิ่งฉิวสบายๆ” ตอนนั้นเราอยากให้เค้าพาไปอีกเส้นที่ Google Maps แนะนำ แต่พี่เค้าบอกว่าตรงช่วงสะพานมันอาจจะติดนะ เลยตัดสินใจขึ้นทางด่วนเลยก็ได้มันคงไม่ติดหรอก ซึ่งผิดคาด เป็นเช้าที่รถติดบนทางด่วนพอสมควรและยาวนาน จนเราได้แต่ภาวนาในใจว่าขอให้ทันทีเถอะ ส่วนเค้าพอขึ้นรถมาได้คงจะเพลียจากฝันร้ายเมื่อคืนจึงงีบไป ผ่านไป 30 นาทีเรารอดพ้นจากช่วงทางด่วน พี่แท็กซี่จึงรีบขับและหาทางไปศรีธัญญาให้เราแบบเร็วที่สุด ตอนนั้น 10.35 น. เรารีบไปทำรายละเอียดผู้ป่วยใหม่อย่างรวดเร็ว พลางเหลือบไปเห็นป้าย ‘วันศุกร์ งดรับทำประวัติผู้ป่วยใหม่ตั้งแต่ 10.30 น.’ เลยได้แต่คิดในใจว่าถ้าเค้าไม่รับ เราก็ต้องหาทางให้เค้ารับให้ได้ เรารีบเขียนแบบไม่สนใจความสวยงามแล้วและจัดแจงเอกสารเสร็จจึงไปยื่นดู พี่ทะเบียนมองนาฬิกา 10.43 น. เราได้แต่กุมมือตัวเองว่าขอให้ได้เถอะ แล้วก็เป็นผล พี่ทะเบียนจัดทำประวัติให้ ขั้นตอนจากนั้นก็ซักประวัติ ชั่งน้ำหนักและวัดความดันของเค้าเบื้องต้น แล้วไปหาด่านแรก

เค้าถูกส่งมาที่ห้องตรวจแรก ห้องนักสังคมสงเคราะห์ ตอนนั้นเรายังไม่เข้าใจว่าให้มาที่ห้องนี้ทำไม ซึ่งตอนแรกเค้าขอเชิญเราเข้าไปก่อน “คนไข้ยังสื่อสารได้ปกติครับ” เค้าไม่รับฟังเหตุการณ์จากเรา แล้วขอเชิญเค้าเข้าห้องไป จากนั้นเราได้แต่รอ… ว่าจะเกิดอะไรไปต่อ ระหว่างรอเค้าเข้าไปในห้อง เราลองมองไปรอบๆ โรงพยาบาล เราพบว่าจริงๆ แล้วศรีธัญญาก็คือโรงพยาบาลทั่วๆ ไป เพียงแต่คนส่วนใหญ่จะเข้าใจภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลนี้ว่าเป็นโรงพยาบาลคนบ้าก็เพราะละครที่สื่อออกมานั่นเอง และโรงพยาบาลนี้เน้นใช้สีฟ้าเพื่อความสบายตาและสบายจิต รวมถึงร้านค้าในโรงพยาบาล ก็มีผู้ป่วยนักจิตเวชเป็นพ่อค้าแม่ขายกัน อาจจะสื่อสารกันทุลักทุเล แต่ก็ได้รอยยิ้มจากคนเหล่านั้นเสมอมา

ผ่านไปประมาณ 15 นาที เค้าออกมาจากห้องด้วยหน้าตานิ่งเฉย เค้าบอกว่าในห้องนั้นเพียงแค่ถามอาการเบื้องต้นพร้อมทำแบบสอบถามเรื่องภาวะซึมเศร้า ซึ่งแน่อยู่แล้วว่าเข้าข่ายแน่นอน จากนั้นเราย้ายตัวเองไปที่หน้าห้องตรวจหมายเลข 12 คิวที่ 52 พบว่าเพิ่งตรวจคนไข้ไปแค่ 12 คิว เราเริ่มไม่มีความหวังว่าเราจะได้ตรวจแล้ว ตอนนั้นอยากให้เค้าได้พบหมอสักนิดก็ยังดี ยิ่งมองสีหน้าที่ไม่มีความสุขของเค้าแล้วเรายิ่งเจ็บปวดแทน พอเรานำทะเบียนคนไข้ไปไว้หน้าห้องตรวจ บุรุษพยาบาลจึงบอกให้เราไปห้องตรวจอีกห้องนึง ซึ่งเป็นด่านที่สอง ตอนนั้นเป็นเวลาเที่ยงพอดี พี่เจ้าหน้าที่ห้องนั้นจึงให้เราไปกินข้าวกันก่อน จะได้มีแรง

ห้องตรวจที่สอง เราได้พบกับ นักจิตบำบัด ห้องนี้เป็นห้องสำคัญที่จะทำให้เราได้รู้ว่าเค้ามีอะไรอยู่ในใจ เค้าจะยอมเล่าเรื่องอึดอัดให้คนแปลกหน้าฟังหรือเปล่าเพื่อความสบายใจของตัวเค้าและเพื่อการวินิจฉัย เค้าถูกเรียกเข้าไปในห้องนั้นร่วมชั่วโมงกว่า เราได้แต่เพียงมองเค้าจากกระจกใสช่องเล็กๆ หน้าห้องว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเราพอจะเข้าใจสถานการณ์ว่าเค้าเองไม่พูดอะไรกับนักจิตฯ มากนัก เมื่อเสร็จสิ้นเราได้ถูกเชิญให้เข้าไปนั่งฟังสรุปอาการด้วย สิ่งแรกที่นักจิตฯ ได้บอกกับเราคือ

โรคซึมเศร้า มันเกิดจากการที่สารเคมีในสมองมันหลั่งออกมาไม่สมดุลกัน ทำให้สภาพอารมณ์บางอย่างมันหายไปจนมีแต่ความเศร้า ฉะนั้น การรักษาจะเกิดขึ้นได้การรักษาด้วยยาเพื่อให้สารเคมีในสมองกลับมาหลั่งได้อย่างสมดุลและจากตัวของเค้าเองที่จะสู้กับมันเพื่อให้พบทางออกของตัวเอง ที่สำคัญการออกกำลังกาย, นั่งสมาธิหรือทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อจะหลีกเลี่ยงมัน ไม่ได้ทำให้โรคซึมเศร้าหายไป เพราะมันคือโรค ไม่ใช่อารมณ์

ทำให้เราเข้าใจกับโรคซึมเศร้ามากขึ้น และเริ่มเข้าใจเค้ามากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนี้จะต้องช่วยกันพยุงเค้าออกมาจากความเศร้า เดินตามเค้าเพื่อหาทางออกของเค้า และค้นพบความเป็นตัวของตัวเองให้เจอ ก็ทำให้เค้ากลับมาเป็นเค้าได้อีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน (เพิ่งทราบว่าห้องนี้เป็นคลินิกซึมเศร้าโดยเฉพาะ ทำให้สามารถรักษาได้อย่างถูกจุดแน่นอน และเรารู้สึกชอบนักจิตบำบัดท่านนี้อย่างมาก ทั้งโทนเสียงในการให้คำปรึกษาและการตั้งคำถามเพื่อให้เราคิดต่อไป)

สุดท้ายเราถูกพามารอหน้าห้องตรวจที่สาม พบกับ จิตแพทย์ จริงๆ เสียที ตอนนี้เราก็ไม่ได้เข้าไปกับเค้า แต่นั่งรอไม่นานก็ออกมาพร้อมสีหน้าของเค้าที่เริ่มโอเคขึ้น ห้องนี้จิตแพทย์ได้วินิจฉัยโรคแล้ว สรุปว่าเป็นโรคซึมเศร้าแน่นอน จึงแนะนำวิธีการใช้ชีวิตคร่าวๆ ให้เค้าไปและได้สั่งจ่ายยาต่อมา
เราไม่รู้ว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไรถ้ามีคนพูดว่า ‘ไม่อยากอยู่แล้ว’ ‘ถ้าเราตายไปคงไม่มีใครเสียใจหรอก’ ‘เหมือนตัวเองไร้ค่าขึ้นทุกวัน’ แต่สำหรับเรา คำเหล่านี้ทำให้เราไม่สามารถรับการกระทำของโรคซึมเศร้าได้เลย มันทำให้คนๆ หนึ่งที่ความจะมีความสุขกลับมีแต่ความทุกข์ตลอดเวลา ยิ่งเวลาเราให้ความห่วงใยในตอนที่โรคซึมเศร้ามันกำเริบ มันกลับมองความห่วงใยของเราเป็นสิ่งไร้ค่าและทำให้คนๆ นั้นเข้าใจในการกระทำของเราผิดไป เรายอมไม่ได้จริงๆ ที่มันจะมาทำร้ายเค้าแบบนี้ เค้ายังมีคุณค่าในตัวเอง เค้ายังมีสิ่งที่ต้องทำอยู่อีกมากมาย โลกใบนี้จะหมุนไปอย่างไรก็ช่างโลกหมุน เราต้องลุกขึ้นสู้เพื่อค้นหาและเรียนรู้โลกใบนี้กันต่อไป จากนี้เราจะช่วยให้เค้าออกมาจากบ่อแห่งความเศร้า และเราจะทำลายความกดดันทั้งหลายออกไปจนเค้าสามารถลุกขึ้นยืนและกลับมายิ้มได้ด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่งด้วยตัวเอง เราจะกอดเค้าให้แน่นกว่าทุกวัน เราจะให้กำลังใจกันทุกวัน ขอให้สู้และตั้งมั่นว่าจะกลับมามีรอยยิ้มบนหน้าเพื่อให้ตัวเองมีคุณค่าสำหรับคนรอบข้าง สำหรับพ่อแม่ สำหรับเราและสำหรับตัวเค้าเอง…

รักษาสุขภาพจิตของตัวเองกันดีๆ นะครับ 🙂

HOW I LOVE MY MOTHER : รักฉันนั้น… เพื่อแม่

เล่มนี้ถูกชักชวนโดย @wannchon เด็กขายหนังสือที่บูธบันลือว่าอ่านสนุกมาก เลยหยิบมาเป็นหนึ่งตัวเลือกในชั้นหนังสือ วันนี้กลับบ้านเลยหยิบมาเป็นตัวเลือกฆ่าเวลาระหว่างนั่งรถกลับบ้านแล้วกัน ตอนแรกว่าจะอ่านไปเรื่อยๆ หลายวันน่าจะจบ เพราะเห็นว่าหนังสือหนาพอสมควร ปรากฎว่าจบภายในวันเดียวบนรถเลย…

HOW I LOVE MY MOTHER เป็นผลงานของพาย ภาริอร ผู้หลงใหลงานเขียนมาตั้งแต่เด็กๆ จนสามารถทำให้ตัวเองมีหนังสือเป็นของตัวเองได้โดยได้รับการแนะนำจากพี่จิระเบลล์ ภายในเล่มนี้ก็ตรงตามชื่อหนังสือเลยครับ ว่าพายรักแม่อย่างไรบ้าง เพราะว่าพายต้องเป็นพยาบาลจำเป็นที่ต้องดูแลคุณแม่ที่เป็นอัมพาตครึ่งซีกทำให้ขยับตัวไม่ได้ ทำให้เราได้เห็นมุมมองของคนที่ต้องเป็นเสาหลักของบ้านที่จัดการทุกอย่างแม้กระทั่งจัดการชีวิตของคุณแม่ด้วย แรกๆ เราอ่านแล้วรู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย เพราะรู้สึกว่าพายต้องเจอกับปัญหาตั้งแต่อายุ 16 ปี แต่ด้วยความคิดที่เกิดขึ้นระหว่างการดูและรักษาคุณแม่ ก็ทำให้เกิดความคิดดีๆ ขึ้นมาในใจมากมายจนกลายเป็นแรงขับให้พายลุกขึ้นสู้จนมาถึงปัจจุบัน

อารมณ์ของหนังสือเล่มนี้ไม่ดราม่าจนรุนแรงมากครับ อ่านได้สบายๆ แต่ถ้าเป็นคนรักครอบครัวด้วยแล้วระวังจะบ่อน้ำตาแตกไม่รู้ตัว (ตอนท้ายเล่มเราก็แอบซึมๆ) แต่ว่าระหว่างความดราม่าก็มีเรื่องราวตลกๆ ของสองแม่ลูกที่ควรไปเปิดคณะตลกได้เลย ทำให้อ่านแล้วก็เผลอขำออกมาจริงๆ และยังมีเรื่องราวโรแมนติกของพ่อพระอันประเสริฐของพายที่นอกจากจะรักพายมากๆ ก็ยังพร้อมที่จะรับปัญหานี้ไปแบ่งเบาด้วย ถ้าบอกว่าพระเอกดีๆ มีแต่ในนิยาย พี่วินของพายก็เหมือนพระเอกที่ถอดมาจากนิยายเลยทีเดียว

ยอมรับว่าเราเองก็กลัวเหมือนกันว่าวันใดวันหนึ่งของเราถ้าพ่อหรือแม่ต้องมีอุบัติเหตุจนทำให้เราต้องมาเลี้ยงดูท่าน เราก็คงต้องยอมพับโครงการต่างๆ ทิ้งไว้เหมือนกับที่พายต้องทิ้งช่วงเวลาความสุขในตอนวัยรุ่นเหมือนกัน แต่ถ้าเทียบกันตอนนี้พายดูจะเป็นผู้หญิงที่มีความสุขมากๆ คนหนึ่งที่ผ่านพ้นช่วงเวลาอันแสนทุกข์ใจออกมาได้แล้ว ต่อจากนี้ก็เพียงแค่ประคับประคองชีวิตทุกๆ วันให้มีความสุขมากที่สุด มีความรัก ความคิดถึงให้กันทุกวัน ส่วนเราเองก็ต้องตั้งใจทำความฝันของตัวเองให้ประสบความสำเร็จเหมือนที่สัญญากับพ่อและแม่ไว้ให้ได้ให้เร็วที่สุด

หลังอ่านจบต้องบอกว่ารู้สึกตื้นตันมากๆ รู้สึกว่าตอนนี้เราควรทำอะไรต่อมิอะไรให้เสร็จก่อนที่พ่อแม่เราจะไม่อยู่ และผู้อ่านไม่จำเป็นต้องรู้หรอกว่าพายรักแม่อย่างไรบ้าง แค่รู้ว่าพายรักแม่มากๆๆๆๆๆ จนเราลืมไปเลยว่าพายรักแม่อย่างไร ที่สำคัญพอเราเองถึงบ้าน เรานี่รีบปรี่ไปหาแม่ก่อนเลย กอดแม่และหอมแม่ฟอดใหญ่ๆ นี่สินะที่เรียกว่ากำลังใจอันยิ่งใหญ่ของชีวิตของเรา :’)

ลองไปอ่านตัวอย่างกันก่อนได้ครับที่ https://minimore.com/b/mom อยากอ่านต่อก็เลือกช้อปได้ที่ Minimore Store อ่านจบอย่าลืมอ่าน Extra นะครับ ^^~ (ขายของซะยาว…)

ฟัง “Russian Roulette – Red Velvet ” วนไปค่ะ

ช่วงนี้ วงการเพลง K-POP ค่อยๆ เฟดการแต่งเพลง EDM ลงไปบ้างแล้ว (ซึ่งดี ไม่ค่อยชอบหงะ) แต่กลายเป็นว่าแนวเพลงที่มีกลิ่นอาย Arcade เริ่มมาซะงั้น เจ้าแนวเพลงแนวนี้จะมีการเอาเสียงดนตรีคล้ายๆ แบบ 8bit มาใส่ในเพลง ซึ่งเราชอบมันมาก 555+ ถ้าตาม Perfume นี่จะฟินลืม อาทิตย์ก่อนก็มีเพลง Secret ของ WJSN ที่เราก็วนไม่หยุดเลย ชอบเพลงมากกกกกก

วันก่อน Red Velvet ปล่อยเพลงใหม่ออกมา เราก็ไม่ได้ตามเลยนะ ตอนแรกกะจะไม่เปิดฟังด้วย เพราะคิดว่าคงเป็นแนวเดิมๆ ที่พวกนางทำแหละ ดนตรีแปลกๆ เต้นแรงๆ งี้ วันนี้เลยครึ้มใจอะไรไม่รู้เลยฟังซักหน่อย ติดครับ… รอบเดียวจอดเลย เพลงนี้ “Russian Roulette”

เพลง Title รอบนี้ของ Red Velvet มาในแนวเบาๆ (ถ้านับจากเพลงพวกนางทั้งหมด เพลงนี้เบานะ) แนวดนตรีเค้าบอกว่าเป็นแนว Synth Pop ที่ผสมกลิ่นอาย Arcade ลงไป เพราะจะได้ยินเสียงดนตรีของเกม 8bit อยู่ในเพลงเป็นระยะๆ งี้ ก็ยังคงยอมรับว่าเพลงเบานะ มันไม่ได้มีอะไรมากมาย ไม่มี High Note หรือท่อนที่เน้นเทคนิคอะไร รวมถึงท่อนก่อนฮุคหรืออะไรก็ตามมันไม่มีกิมมิคอะไรเลย เพลงโคตรแมส โคตรตลาดมาก แต่ที่เราติดเพลงนี้น่าจะเพราะความแมส ความตลาดนี่แหละ ท่อนฮุคที่ร้อง ‘Heart B B Beat’ ติดสนิท วนอยู่ในสมองเลย ฮือออ อีกอย่างคือดนตรี 8bit ที่มันใส่อยู่ในเพลงนี่แหละ ก็เลยชอบ แต่ส่วนตัวว่าถ้าเค้าเล่น Arcade แบบเยอะๆ อีกนิด เพลงนี้จะเจ๋งมาก

ส่วน MV ก็ต้องใช้แท็ก #ทุกอย่างดูซอฟท์เมื่อเป็นพาสเทล เป็นการทำร้ายกันรอบวงเพื่อผู้ชายคนเดียว ซึ่งบ้าบอมาก ตลกดี เพราะตัวเนื้อเพลงก็พูดถึงราวๆ นั้นว่าความรักของชั้นก็เหมือน Russian Roulette ที่เสี่ยงดวงว่าเธอจะรักชั้นป่าวว๊า ประมาณนั้น

เพลงนี้ไม่มีอะไรเด่นขนาดที่ว้าวขนาดนั้น แต่ความสนุกของ MV บวกกับเพลงที่ฟังได้เรื่อยๆ ฟังแล้วติด อีกอย่างที่เราทึ่งคือ ก็ไม่คิดว่า SM จะยอมทำเพลงตลาดขนาดนี้ จากการอ่านวิเคราะห์หลายๆ ที่ก็มีคนบอกว่า SM อาจจะต้องการให้ Red Velvet ปังในทีเดียวหรือเปล่า กะว่าเพลงฟังง่ายปุ๊บ ก็เอาเลย ชาร์ทขึ้นแน่ ซึ่งอันนี้เราก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จยังไง ดีแล้วๆ ที่วงการ K-POP ทำเพลงแนวอื่นบ้าง เบื่อ EDM อย่างแรง เอ้า! ก็ฟังวนไปค่ะ!!

รีวิว Gogoprint บริการรับทำสื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์และรับงานได้ที่บ้าน!

เรื่องของเรื่องคือ Minimore กำลังหาร้านทำของที่ระลึกเป็นที่คั่นหนังสืออยู่ หาร้านทำยากมากกกก ที่ราคาถูก คุณภาพดี บริการน่าประทับใจ จนกระทั่งมาเจอกับบริการนึงชื่อว่า Gogoprint ที่รับทำสื่อสิ่งพิมพ์เยอะมากกกก และบริการดีซะด้วยนะ

17

Read More

5 อาชีพที่ทำรายได้สูงภายในเวลาสั้นๆ

5 จ็อบเด็ดที่ทำแล้วรวยเร็ว!

อยากเป็นเศรษฐี อยากมีเงินก้อนแบบฉับไว จะมีงานอะไรที่ให้คุณได้อย่างนี้บ้าง? ตามมาดู 5 อาชีพท็อปไฟว์ที่จะทำให้คุณมีเงินถุงเงินถังภายในพริบตา

อันดับ 1 เล่นพนัน อาชีพนี้นอกจากจะได้ความสนุกสนาน และการลุ้นแล้ว ยังสามารถเป็นช่องทางที่ทำเงินได้จำนวนมากอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันก็มีให้เลือกทั้งการเล่นพนันในสถานคาสิโน และการพนันออนไลน์ที่นั่งอยู่กับบ้านก็สามารถเล่นได้ เพียงแค่แวะไปที่ Fun88

Read More